Blog


17 มีนาคม 2020

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ สำหรับวันนี้ผมจะมาเจาะลึกหลักการทำงานของ Veeam หลังจากที่เราอธิบายถึงการคิด License ไปใน Blog ที่แล้วนะครับ

Veeam เป็น Software ที่เริ่มแรกทำมาเพื่อใช้งาน Backup สำหรับ Virtual Machine โดยเป็นการเล่นคำจาก คำว่า VM (วีเอ็ม) แต่ออกเสียงเร็ว ๆ เป็น Veeam (วีม) นั่นเองครับ

ขอเข้าประเด็นเรื่องความหมาย และหลักการทำงานเลยนะครับ

Backup - หลาย ๆ ท่านเข้าใจความหมายของ Backup อยู่แล้ว คือการสำรองข้อมูล แต่ Backup ทั่ว ๆ ไป จะทำเป็นแบบ File-level ฺBackup เป็นส่วนใหญ่ คือ การสำรองข้อมูลระดับไฟล์ ตัวอย่าง Software เช่น Google Drive, Dropbox หรือ OneDrive ใช้พื้นที่ในการสำรองข้อมูลไม่มากนัก ซึ่งหากนำมาใช้ในการ Backup ระบบการทำงาน เช่น Server ก็อาจจะ Restore (กู้คืนข้อมูล) ได้ช้ากว่า อีกแบบ คือ Image-level Backup แทนที่จะเลือก Backup เป็นไฟล์ข้อมูล Backup ชนิดนี้จะใช้การ Snapshot ทั้งเครื่องแทน ซึ่งในเครื่องก็จะมีไฟล์ทั้งหมดอยู่ในนั้น โดยจะเก็บข้อมูลอยู่ในรูป Image ไฟล์ แต่จะใช้พื้นที่ในการเก็บ Image เยอะกว่าแบบ File-level Backup ข้อดีคือมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากกว่า

Veeam ใช้เทคโนโลยี Backup แบบ Image-level ในการ Backup VM ด้วยโปรแกรม Veeam Backup & Replication 

รูปแบบการ Backup ที่นิยมทำกัน คือ

Onsite Backup - เป็นการสำรองข้อมูลจาก VM ไปเก็บเป็นไฟล์ Backup ไว้ที่ VM หรือ Repository ที่อยู่ภายใน Site เดียวกัน

Offsite Backup - เป็นการสำรองข้อมูลจาก VM ไปเก็บเป็นไฟล์ Backup ไว้ที่ VM หรือ Repository ที่อยู่ต่าง Site เช่น Branch สาขาต่างจังหวัด หรือ เก็บไว้บน Cloud Provider เช่น Cloud HM

หลักการในการ Backup ของ Veeam

Veeam จะ Copy ข้อมูล Image ของ VM ที่ Backup ที่ระดับ Block โดยการทำ Snapshot ซึ่ง Image ที่ได้มา จะสามารถ Restore ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  1. Restore เป็น VM ขึ้นมาชั่วคราว
  2. Restore ทับ VM เดิม
  3. Restore ระดับ Folder กับ File

ขยายความเพิ่มเติม จากที่ได้กล่าวไปทางด้านบนว่า Veeam Backup & Replication ทำขึ้นมาสำหรับระบบ Virtualization และ ใช้ Imaged-base Backup ทำให้ Veeam ไม่ต้อง Install Agent ลงไปใน OS ของ VM เพื่อที่จะเอาข้อมูลจาก VM นั้น ๆ

วิธีการ คือ Veeam จะสั่งให้ Hypervisor (VMware หรือ Hyper-V) ทำการ Snapshot VM ที่ต้องการ Backup ซึ่ง VM Snapshot ก็คือ Copy ของ VM ณ ช่วงเวลานั้นที่มีข้อมูลของ VM ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นค่า Config ต่าง ๆ, OS, ข้อมูลภายใน และ System พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำ Snapshot เพื่อ Copy ข้อมูลจาก Snapshot ไปทำเป็น Backup โดย Veeam จะ Copy ข้อมูลของ VM จาก Datastore ที่ระดับ Block เมื่อได้รับข้อมูลก็จะทำการ Compress (บีบอัดข้อมูล) และ Deduplicate (ลดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน) ทำให้ไฟล์ Backup มีขนาดที่เหมาะสม โดยจะมี Backup Repository เป็นโกดังปลายทางในการเก็บไฟล์ Backup ที่ถูกแปลงเป็นไฟล์นามสกุลที่ Veeam กำหนด

Veeam จะใช้วิธีการแยก Backup task โดยการทำเป็น Job

ในการทำ Backup จะต้องตั้งค่า Backup Job ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าจะ Backup เมื่อไหร่, Backup อะไร, Backup อย่างไร, Backup จากที่ไหนไปที่ไหน

ในหนึ่ง Backup Job จะ Backup แค่ VM เดียว หรือหลาย ๆ VM ก็ได้ และสามารถตั้งค่าให้ Backup อัตโนมัติตามตารางเวลาที่ต้องการ หรือจะกด Manual มือก็ได้ครับ

โดยในครั้งแรกที่ทำการ Backup Job นั้น Image file ที่ได้จะเป็น

Full Backup - ขนาดไฟล์ Full Backup ที่ได้จะมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีการบีบอัด และลดการซ้ำซ้อนของข้อมูลแล้ว

ส่วนในครั้งถัด ๆ ไป Backup ที่ได้จะเป็นแบบ

Incremental Backup - ขนาดไฟล์จะมีขนาดลดลง เนื่องจากเป็นส่วนต่างของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเปรียบเทียบกับ Full Backup

การที่สามารถ Backup แบบ Incremental ได้นั้น เนื่องจาก Veeam สามารถอ่านข้อมูลในระดับ Block ได้ จึงมองเห็นส่วนของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป และดึงเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงมาเท่านั้น ทำให้ Process Backup ได้ไวกว่าแบบ File-based Backup ครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนทำ Backup

  1. Hard disk หรือ Storage ที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเก็บไฟล์ Backup
  2. ความเร็วของ Network ที่เพียงพอ หากเป็น Offsite Backup เนื่องจากต้องส่งข้อมูลผ่านทาง Network โดยสามารถคำนวณความเร็วได้จาก https://www.cloudhm.co.th/community/it-calculator/file-transfer-rate-converter/

Replication - แปลเป็นไทยว่า "การทำซ้ำ" Replication จะต่างจาก Backup ตรงที่ Backup จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบไฟล์ แต่ Replication จะเป็นการ Copy VM ทั้งหมดขึ้นมาอีกชุดนึง และเก็บอยู่ในรูปแบบ VM ที่สามารถเปิดใช้งานได้ในทันทีบน Hypervisor (VMware หรือ Hyper-V) โดยสิ่งที่ต้องเตรียมคือ Resource พื้นฐาน จองไว้สำหรับ VM ไม่ว่าจะเป็น Host, Storage และ Network

การทำ Replication ก็เหมือนกับการ Clone VM เพิ่มอีกชุดนึง 

การ Replicate จะมี RTO ที่ต่ำ พร้อมที่จะใช้งานได้ทันที เหมาะสำหรับ VM ที่สำคัญมาก ๆ

รูปแบบ Replication ของ Veeam ที่นิยมทำกัน คือ

Onsite Replication คือการ Replicate VM อีกชุดนึงไว้ใน Site เดิม หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า High Availability (HA)

Remote (Offsite) Replication คือการ Replicate VM ไป Site อื่น ๆ  เช่น Branch หรือ Cloud เป็นการทำ Disaster Recovery (DR)

หลักการในการ Replication ของ Veeam

หลักการในการทำจะคล้ายกับ Backup โดย Veeam จะทำการ Snapshot VM ที่ต้องการจะ Replicate หลังจากนั้นจะทำการดึงข้อมูลจาก Snapshot ไปสร้างเป็น VM ใหม่ที่ปลายทาง

จะมีข้อดีกว่าการ Clone เครื่อง ตรงที่เราสามารถ Replication ส่วนต่างมาได้เรื่อย ๆ 

ในการทำ Replication ครั้งแรกจะเป็นการทำ Full Replication หรือนำข้อมูลมาสร้างเป็น Replica VM (VM ที่เกิดมาจากการ Replication)

ในครั้งถัด ๆ ไป Veeam จะ Replicate ข้อมูลส่วนต่าง (Incremental) ไปยัง Replica VM โดยจะอยู่ในรูปแบบของ Snapshot ใน Replica VM

เช่นเดียวกันกับ Backup

Veeam จะใช้วิธีการแยก Replication task โดยการทำเป็น Job

ในการทำ Replication จะต้องตั้งค่า Replication Job ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าจะ Replicate เมื่อไหร่, Replicate อะไร, Replicate อย่างไร, Replicate จากที่ไหนไปที่ไหน

ในหนึ่ง Replication Job จะ Replicate แค่ VM เดียว หรือ หลาย ๆ VM ก็ได้ และ สามารถตั้งค่าให้ Replicate อัตโนมัติตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ หรือ จะกด Manual มือก็ได้เช่นกันครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนทำ Replication

  1. CPU - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  1. Memory - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  2. Hard disk - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  3. Network - ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้โดยสะดวก หากเป็น Offsite ก็ควรจะคำนวณความเร็วจากต้นทางและปลายทาง เพื่อที่จะนำมาคำนวณระยะเวลาที่ใช้ในการ Replicate

สรุปความแตกต่างของ Backup กับ Replication ให้ตามตารางดังนี้ครับ


สำหรับท่านที่ยังไม่มี Offsite Backup และคิดว่าทำ DR Site เองค่อนข้างแพง ทาง Cloud HM มีให้บริการครับ สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยครับ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ


ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

10 มีนาคม 2020

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแนะนำเงื่อนไขของ Veeam License ในปัจจุบันกันนะครับ สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่รู้จัก Veeam ผมขออนุญาตกล่าว ๆ สั้น ๆ นะครับว่า Veeam เป็น Software ระดับ Enterprise ที่ใช้สำหรับการทำ Backup และการทำ DR Site ครับ

ในบางองค์กรมีการใช้งาน Software นี้กันอยู่บ้างแล้ว วันนี้ผมจะมาอธิบายโครงสร้างและหลักการในการนับ License Veeam นะครับ

Edition

Veeam ใช้ Software ชื่อว่า Veeam Backup & Replication ในการทำ Backup และ Replication แบ่ง Edition ออกเป็น 4 Edition ได้แก่

  • Community - ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  • Standard
  • Enterprise
  • Enterprise Plus

สำหรับความแตกต่าง จะแตกต่างที่ Feature ที่สามารถใช้งาน คลิกดูเพื่อเปรียบเทียบ Edition ได้ที่  https://www.veeam.com/products-edition-comparison.html

สำหรับวิธีคิด License ชนิดใหม่นี้จะเรียกว่า VUL (Veeam Universal License) สำหรับในประเทศไทย จะใช้ได้แค่แบบ Commercial เท่านั้น Public Sector จะเป็นทางฝั่งรัฐบาลของ USA หรือของประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎหมายรองรับใช้ครับ 

ซึ่ง Veeam จะมีชนิดของ Licenses ให้เลือก 2 แบบ คือ Subscription และ Perpetual

Subscription เป็นการเช่าใช้ สัญญาเป็นราย 1 ปี - 5 ปี มี Workload ให้เลือกใช้ดังนี้

  • VMware - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ VMware โดยนับเป็น 1 VM/License
  • HyperV VM - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ HyperV นับเป็น 1 VM/License
  • Server - ใช้กับ Physical Server นับเป็น 1 Server/License
  • Workstation - ใช้กับ Desktop PC หรือ Laptop นับเป็น 1 เครื่อง/License
  • Nutanix VM - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ Nutanix AHV นับเป็น 1 VM/License
  • NAS/File Shares (GB) - ใช้กับ NAS (Network-Attached Storage) หรือ File Share นับเป็น 1 License/250 GB

Addons ส่วนเพิ่มเติม

  • Mission critical VMs - สำหรับใช้งาน Veeam Availability Orchestrator (Software สำหรับทดสอบ DR แบบ Automation) 
  • Office 365 Users - ใช้สำหรับ Backup Office 365 Account โดยนับเป็น 1 VM/License

ขั้นต่ำของจำนวน License ที่ต้องซื้อคือ 10 License โดยสามารถผสม Workload กันได้ เช่น VMware 8 Licenses + Server 2 Licenses มี Package ให้เลือกดังต่อไปนี้

  • Veeam Availability Suite - เลือก Edition + Veeam One เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ ใช้ทำ Backup พ่วงด้วยระบบ Monitoring จาก Veeam One รวมอยู่ด้วย ซื้อได้ไม่จำกัด License
  • Veeam Backup & Replication - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซื้อได้ไม่จำกัด License (เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับองค์กร)
  • Veeam Backup Essentials - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ซื้อ License ได้มากที่สุด 50 License และยังพ่วง Veeam One ไว้ใช้ Monitor ระบบได้ด้วย 
  • Veeam Backup Starter - ได้ Standard Edition ใช้ทำ Backup สำหรับองค์กรหรือธุรกิจขนาดเล็ก ซื้อ License ได้มากที่สุด 20 Licenses

ราคา Package เรียงจากสูงไปต่ำดังนี้  Veeam Availability Suite > Veeam Backup & Replicaition > Veeam Backup Essentials > Veeam Backup Starter

ทุก Package จะได้ License สำหรับใส่ใน Software Veeam Backup & Replication แต่จะต่างกันตรงที่ บาง Package จะมี Limit สูงสุด ที่จะซื้อ License ได้ บาง Package มีระบบ Monitor มาให้

Perpetual เป็นการซื้อขาด สามารถซื้อ MA เป็นระยะเวลา 1 - 5 ปี ได้ โดยนับ Workload จาก CPU Socket (ปลอกที่ใส่ CPU ภายใน Physical Server) ซึ่งขั้นต่ำในการซื้อคือ 2 Sockets โดยมีชนิดของการ Support 2 แบบคือ Production และ Basic ส่วน Package ที่ได้จะแตกต่างจากแบบ Subscription มีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

  • Veeam Availability Suite - เลือก Edition ได้ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ + Veeam One สำหรับใช้ Monitoring ระบบ ซื้อได้ไม่จำกัด Socket
  • Veeam Backup & Replication - เลือก Edition ได้ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซื้อได้ไม่จำกัด Socket
  • Veeam Backup Essentials - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ซื้อได้มากที่สุด 6 Sockets และยังพ่วง Veeam One ไว้ใช้ Monitor ระบบได้ด้วย 
  • Veeam ONE - ระบบ Monitoring สำหรับระบบ

สามารถคำนวณราคา Veeam License เพิ่มเติมได้ที่ https://www.veeam.com/pricing-calculator

หากท่านใดสนใจที่จะ Backup หรือ Replication ด้วย Veeam ไปไว้ที่ Site สำรอง เราเป็นตัวเลือกให้คุณได้ เพราะเรามีบริการ Veeam Cloud Connect Backup และ Veeam Cloud Connect Replication พร้อมให้บริการคุณลูกค้า หากสนใจบริการสามารถติดต่อได้ ที่นี่ ครับ ทางเรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

3 มีนาคม 2020

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะเป็นบทความสบาย ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นที่องค์กรหลาย ๆ องค์กร ไม่ได้ให้น้ำหนักความสำคัญในส่วนนี้กันเท่าไหร่

แน่นอนว่าทุกคนต้องได้เคยยินนั่นก็คือ การ Backup และอีกศัพท์นึงที่อาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่คือ การทำ DR Site

Downtime เป็นสิ่งที่องค์กรทุกองค์กรไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะกระทบกับการให้บริการลูกค้า และยังสูญเสียความน่าเชื่อถือได้ ปัญหาหลาย ๆ แบบ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟไหม้, น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ

การเตรียมตัวที่ว่าคือ ต้องมีแผนรองรับกรณีที่เกิดความเสียหาย เรียกว่า Business Continuity Planning หรือ BCP

การที่จะสร้างแผนขึ้นมาได้ จะต้องมีการทดสอบแล้วว่า สิ่งที่จะรองรับความเสียหายเป็นผลลัพธ์ที่ยอมรับได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมา

สิ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ BCP ก็คือ RPTO

RPTO เป็นศัพท์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นการเล่นคำ โดยนำเอา RPO และ RTO มารวมกันครับ

RPO ย่อมาจาก Recovery Point Objective หมายถึง จุดที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ และเป็นการวัดได้ว่าข้อมูลเสียหายไปเท่าไหร่เมื่อใช้ Backup Version ล่าสุดเทียบกับ ข้อมูล ณ เวลาที่เกิดเหตุการณ์ 

เช่น RPO = 24 ชั่วโมง แปลว่าข้อมูลจะสูญเสียหรือเสียหายได้มากที่สุดเท่ากับ 24 ชั่วโมง

RTO ย่อมาจาก Recovery Time Objective หมายถึง ระยะเวลาที่ใช้ในการกู้คืนข้อมูลนับจากเวลาที่เกิดเหตุจนกระทั่ง User สามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ

เช่น ใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา 4 ชั่วโมง, RPO = 4 ชั่วโมง เป็นต้น

หลาย ๆ คน อาจจะสับสน เพราะชื่อดูคล้าย ๆ กัน แต่จุดประสงค์ของ 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในอุดมคติ ค่าที่ดีที่สุดของทั้ง 2 ตัว ควรที่จะเข้าใกล้ 0 ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (RPO น้อยกว่า 1 นาที, RTO ใช้เวลาน้อยกว่า 1 นาที)

แต่ในความเป็นจริง การที่จะทำให้ค่า RPO และ RTO เป็นระดับเข้าใกล้ 0 นั้น จะต้องใช้ระบบที่แพงมหาศาล และอาจจะไม่คุ้มกับที่ลงทุนได้

ทีนี้เราจะใช้วิธีอะไรดีในการประมาณการว่าเราควรจะกำหนด RPO และ RTO อย่างไรดี?


RPO จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่คุณยอมรับได้ว่าสูญหายไป x ช่วงเวลา แล้วจะกระทบกับธุรกิจของคุณน้อยที่สุด

เช่น ถ้าคุณเป็นธนาคาร แล้วข้อมูลหายไป 1 ชั่วโมง = Transaction หายไป 1 ชั่วโมง แบบนี้น่าจะไม่เหมาะสม เพราะจะกระทบกับ User เป็นวงกว้าง

สำหรับคำถามที่คุณถามว่า RPO เท่าไหร่ดี? 

คำตอบ คุณยอมให้ Data loss ได้ระยะเวลามากที่สุดเท่าไหร่?


RTO จะนับจากเวลาที่เสียหายไปจนกระทั่งระบบกลับมาใช้งานได้แบบสมบูรณ์ (ไม่ได้นับจากเวลาที่ทีม IT เริ่มแก้ไขนะครับ)

แล้ว RTO เท่าไหร่ดี?

คำตอบ คุณจะต้องหาเวลา Down ระบบตัวเอง เพื่อทดสอบว่าคุณใช้เวลาในการกู้คืนข้อมูลนับตั้งแต่ระบบเสียหายไปจนสามารถใช้งานได้สมบูรณ์ ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่?


แล้วมี Guideline บ้างมั้ย?

ความจริงแล้วทุกธุรกิจมีความแตกต่างกันแน่นอนว่าระยะเวลาของ RPO และ RTO ย่อมไม่เท่ากัน แต่ละ Application ย่อมใช้เวลาระยะเวลากู้คืนไม่เท่ากัน 

วิธีที่นิยมใช้ คือการแบ่งระดับความสำคัญเป็น Tier 1, 2 และ 3 หลังจากนั้นจะกำหนดค่า RPO และ RTO ให้ล้อกับ Service-level agreement (SLA) ที่ทางองค์กรกำหนด

SLA คืออะไร ? คือข้อตกลงในการรักษาคุณภาพในการบริการ หรือความพร้อมใช้ อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

การจัดลำดับความสำคัญสำหรับ Data Protection เป็นสิ่งที่สำคัญ ควรต้องรู้ว่าควรจะเก็บ Data ไว้ที่ไหน เข้าถึงได้อย่างไร มีการป้องกันแค่ไหน กู้ข้อมูล และอัพเดทข้อมูลอย่างไร กระบวนการวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า Business Impact Analysis (BIA) กระบวนนี้จะช่วยให้มีแผนรับมือปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วน BIA ทำอย่างไร > ตัว BIA เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐาน ISO ที่ทุกองค์กรควรจะต้องมีครับ ถ้าองค์กรคุณมีการทำ ISO สามารถปรึกษา Consult ขององค์กรได้ว่าจะต้องทำอย่างไรครับ

สำหรับตัวอย่างในการออกแบบ BCP สามารถแบ่งได้เป็น 3 Tier

Tier 1 - Mission-critical Application (Application ที่สำคัญมาก ๆ หากเสียหายจะกระทบกับทั้งองค์กร) ต้องการ RTO และ RPO น้อยกว่า 15 นาที

Tier 2 - Business-critical Application (Application ที่มีหากเสียหายจะกระทบต่อธุรกิจ)ต้องการ RTO 2 ชั่วโมง, RPO 4 ชั่วโมง

Tier 3 - Non-critical Application (Application ทั่วไป) ต้องการ RTO 4 ชั่วโมง, RPO 24 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญเลยก็คือ ระดับทั้ง 3 Tier จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ธุรกิจของคุณ ตรงส่วนนี้ก็จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับการทำงานขององค์กรของคุณนะครับ

ทีนี้พอกำหนดได้เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหา Solution ที่จะช่วยให้คุณได้ RPTO ตามเป้าหมายครับ

ทางเราก็มีบริการทั้ง cloudBackup ที่เป็นการสำรองข้อมูล และ cloudDR ที่ให้บริการ Dr Site ที่สามารถช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้ของท่านได้ครับ หากสนใจสามารถติดต่อได้ ที่นี่

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ

3 กุมภาพันธ์ 2020

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ Server ไว้ใช้งานกันภายในองค์กรนะครับ คำถามที่มือใหม่ IT หลาย ๆ ท่านสงสัยในใจว่าเราจะซื้อ Server แบบไหนดี ถึงจะคุ้มค่า Blog นี้ผมจะมาแนะนำให้นะครับ มาเริ่มกันได้เลยครับ

เริ่มกันนิยามของ Server กันก่อนเลยนะครับ Server คืออะไร?

Server คือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถที่มากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ Laptop ทั่ว ๆ ไป เหมาะสำหรับที่จะนำไปใช้เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงข่ายเดียวกัน 

Server ถูกทำมาให้รองรับ Workload ที่มาก เหมาะสำหรับติดตั้ง Application ได้หลากหลาย และเพิ่มการทำงานให้ง่ายขึ้น และยังช่วยลด Downtime อีกด้วย เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ทำงานได้หนักได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน แตกต่างจาก PC หรือ Laptop ทั่ว ๆ ไป

Server ยังมีการทำเป็นลักษณะเครื่องมือสำหรับการจัดการด้วย Remote หมายความว่า เจ้าหน้าที่ IT สามารถตรวจสอบ Usage และเช็คปัญหาได้จากสถานที่อื่น เป็นต้น

แล้วเมื่อไหร่ถึงจะรู้ว่าต้องใช้ Server ล่ะ?

1. บริษัทของคุณใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 เครื่องรึเปล่า? -> ถ้าคุณมี Server จะช่วยให้จัดการไฟล์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น มีความเป็นส่วนกลางมากขึ้น

2. พนักงานในองค์กรมีการทำงานนอกสถานที่หรือไม่? -> ถ้าคุณมีพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่, เดินทางบ่อย หรือทำงานที่บ้าน แน่นอนเลยล่ะว่าบริษัทคุณต้องมี Server เพื่อที่จะให้พนักงานสามารถ Remote เข้ามาค้นหาข้อมูลได้ไม่ว่าพนักงานจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

3. พนักงานมีการใช้งานไฟล์งานร่วมกันหรือไม่? -> ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนไม่ว่าจะยุคไหน ๆ งานเอกสารมีความสำคัญอยู่เสมอ หากคุณเก็บไฟล์งานไว้ที่คอมพิวเตอร์ของคุณเองก็มีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย Server จะเป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูลสำคัญขององค์กรที่พนักงานจะสามารถเข้ามาใช้ได้

4. ถ้าไฟล์สำคัญของคุณหาย หรือถูกลบไฟล์ คุณมีสำรองหรือไม่? -> Server สามารถช่วยป้องกันไฟล์สูญหาย หรือไฟล์พังได้ด้วย Backup Server ซึ่งสำรองข้อมูลของคุณ ป้องกันกรณี Server เสียหาย หรือถูกขโมย

5. คุณอยากทำเว็บไซด์แต่ไม่รู้จะเอาไปฝากไว้ที่ไหน? -> Server ช่วยให้คุณจัดการ และพัฒนาเว็บไซด์ของคุณได้ง่าย เนื่องจากสามารถ Run ได้  24/7 แตกต่างจาก PC

ทำไมต้องใช้ Server?

1. ถ้าพนักงานในบริษัทคุณมีการใช้งาน Software ร่วมกัน แน่นอนว่ามี Software แล้วก็ต้องมีการใช้งาน Database แทนที่จะติดตั้ง Software และ Database ไว้ที่คอมพิวเตอร์ของพนักงานคนใดคนนึง สู้ซื้อ Server มาติดตั้ง Application และ Database ให้ทุกคนเข้าใช้งานได้พร้อม ๆ กันดีกว่า และ Workload ก็จะอยู่แค่ที่ Server เท่านั้น 

2. Server เปรียบเสมือนของส่วนกลางของบริษัท ฉะนั้นการเก็บข้อมูลลับ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ควรจะไม่เก็บไว้ที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเราสามารถป้องกันการเข้าถึง Server ด้วยการหา Anti-Virus และตั้งค่า Firewall ในการเข้าถึง Server รวมไปถึงการกำหนดสิทธิ์ให้แก่พนักงานที่สามารถจะเข้ามาดูข้อมูลได้

แล้ว Server ชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ?

Server ที่คุณต้องการขึ้นอยู่กับจำนวน และชนิดของ Application ที่คุณจะใช้งาน คุณต้องรู้ก่อนว่ามีพนักงานใช้งานมากแค่ไหน ตัวอย่างการใช้งาน Application ทั่ว ๆ ไป  เช่น Printer, File sharing พวก Word, Excel การใช้งานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ Server ที่มีความสามารถสูง สามารถเลือกใช้ Server ที่มีราคาถูกได้ ตัวอย่างอีกแบบสำหรับ Application ที่มีการใช้งานหนัก เช่น Database, ที่เก็บรูปภาพขนาดใหญ่ การใช้งานแบบนี้จะใช้การประมวลผลมากกว่า และต้องการ Hard disk ที่เร็ว และความสามารถในการส่งข้อมูลผ่าน Network ก็ต้องเร็วเช่นกัน

วิธีพิจารณา มี 2 ข้อ ดังนี้ครับ

1. ชนิดของ Server ได้แก่ Tower, Rack และ Chassis & Blade

มาดูกันที่ชนิดของ Server ทั้ง 3 แบบนะครับ

Tower Server - เป็นชนิดที่พบได้ทั่วไปในตลาด ราคาพอ ๆ กับ Desktop PC ทั่วไป เหมาะสำหรับใช้งานสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถเลือกจำนวนของ Hard drive และ Processor ที่ต้องการได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีพนักงานน้อยกว่า 25 คน

Spec ที่เหมาะสม

* 1 Processor 2-4 Hard drive

ถ้ามีมากกว่า 25 คน และมีแผนที่จะใช้งาน Application มากขึ้น สามารถเขยิบเป็น

Spec ที่เหมาะสม

* 2 Processor 4-6 Hard drive

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่ T130, T140, T30, T330, T340, T40, T430, T440,  T630 และ T640 สังเกตได้จากคำว่า T ย่อมาจาก Tower นั่นเอง

Rack Server - ลักษณะของ Server จะคล้าย ๆ กับ ช่องใส่แผ่น CD ครับ Server  ชนิดว่าจะช่วย Save พื้นที่ในการติดตั้งบน Rack เหมาะสำหรับบริษัทที่อาจจะมีการเพิ่ม  Space ในภายหลัง, ต้องการความยืดหยุ่นในการหา Server มาใช้กับ Application  ที่เหมาะสม แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกันคือ ต้องมี Storage ภายใน Server

Spec ที่เหมาะสม จะไม่มีเนื่องจากสามารถ Scale ได้ แต่จะเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่ Dell ตระกูล R ทั้งหลาย และตระกูล C ไม่ว่าจะเป็น  C4130, C6525, R230, R240, R330, R340, R430, R440, R540, R630, R640,  R6415, R6515, R6525, R730, R730xd และอื่น ๆ

Chassis & Blade Server - Chassis Server เป็น Server ที่ทำมาเป็นลักษณะคล้าย ๆ กล่องที่มีช่องเสียบ Server ย่อย ๆ ซึ่ง Server ย่อย ๆ ที่ว่าเรียกว่า Blade Server มีลักษณะคล้าย ๆ ดาบ สามารถเสียบเข้าไปในช่องของ Chassis Server ได้ ประโยชน์ของ Server ชนิดนี้คือ ใช้พื้นที่น้อยในการติดตั้งอุปกรณ์ สามารถใช้ไฟฟ้าร่วมกันได้ เนื่องจากขนาดที่เล็ก ทำให้ประหยัดพื้นที่ สิ่งที่จะได้เมื่อใช้ Blade Server คือ

* การประมวลผลที่เร็วขึ้นเนื่องจากมี Server มากขึ้น

* ใช้พื้นที่น้อย เนื่องจากขนาด Server เล็ก

* ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย เพราะ สามารถนำมามัดรวมกันแล้วใช้ Power Supply จาก Chassis Server ได้

* ใช้เวลาน้อย และใช้เงินในการบริหารไม่มาก

Blade Server เหมาะสำหรับธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่ระดับ Enterprise ที่มีการใช้งาน Workload ที่สูง หรือ ธุรกิจทีมีแผนที่จะพัฒนาเป็น Data Center ครับ

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่

ตระกูล FC: FC640, FC830

ตระกูล M: M640, M830

ตระกูล C บางตัว: C6320p, C6525

2. Hardware Configuration

Server ใช้สถาปัตยกรรมพื้นฐานเหมือนกับ Desktop PC แต่ความสามารถที่ Server ทำได้มีดังนี้

* สามารถมีได้หลาย Core ใน Processor

* มี Option ในการเพิ่ม Memory เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของ Application

* สามารถเพิ่ม Hard Drive ได้ไว้รองรับสำหรับพื้นที่ทีมีมากขึ้น

* สามารถเลือก Network Card ได้

System board – หรือเรียกกันว่า Motherboard เป็น Main Circuit ที่ทุกส่วนของ Server คุณต้องเชื่อมต่อ

ภายใน System board จะมีส่วนสำคัญหลัก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงคือ Processor หรือ CPU,  Memory, Hard drive controller และช่องสำหรับ Input/Output เช่น Mouse,  keyboard บาง Broad จะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Graphic, SCSI disk controller หรือ Network Interface  

Processor – เป็นส่วนที่เปรียบได้เหมือนสมองของ Server ความเร็ว และจำนวนของ  Processor มีผลต่อความสามารถของ Server และการใช้งาน Application

โดยผู้ผลิตจะมีการพัฒนาอยู่ตลอดทำให้ค่อนข้างที่จะเลือกมาใช้งานยากว่าชนิดไหนจะเหมาะสำหรับ Application ของคุณ สิ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือก Processor มีอยู่ 3 อย่าง หลัก ๆ คือ

Clock Speeds - คือความเร็วที่ Processor สามารถทำได้ โดยปกติจะใช้หน่วยเป็น GHz (กิกะเฮริต) ยิ่ง Server มี Clock speed ที่สูง ประสิทธิภาพก็จะสูงตาม

Core Count - จำนวนของ Physical processor ที่อยู่ภายใน Processor อีกทีนึง Server โดยส่วนใหญ่ จะมี CPU ประมาณ 2 - 4 Core ต่อ Processor จำนวน Core ยิ่งมากยิ่งดีต่อการทำงานหลาย ๆ Task พร้อมกัน เช่น การสเกนไวรัสทำงานอยู่ที่ Core นึง  และ Backup ข้อมูลทำงานอยู่อีก Core นึง

Cache size - ในแต่ละ Processor จะมี Memory อยู่ใกล้ ๆ กับ CPU ถ้าจำนวนของ Cache size มาก จะช่วยแบ่งเบาการรับข้อมูลมาประมวลผลของ CPU ทำให้ CPU ทำหน้าที่ประมวลผลได้ดีขึ้น

Memory - เวลาคุณเปิดไฟล์ หรือเอกสารต่าง ๆ Server จะต้องหาสถานที่ที่เก็บข้อมูลของไฟล์ชั่วคราวในการประมวลผล โดยใช้ Chip พิเศษ เรียกว่า Random-access-memory หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ RAM

การทำงานของมันคือ ไฟล์จริงจะอยู่ Save เก็บไว้ใน HDD ก็ต่อเมื่อคุณกด “Save”

RAM ถูกออกแบบมาให้สามารถเข้าถึงไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว โดยการจำ Location ของไฟล์นั้นว่าถูก Save ไว้ที่ใด หลักการในการเลือก RAM คือ เพิ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะเพิ่มได้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ Server คุณจะสามารถรองรับ Workload ได้มากขึ้น

Storage หรือระบบ Hard Drive - Hard Drive เปรียบเสมือนโกดังเก็บของของคุณ ยิ่งคุณมี Hard disk ที่มีพื้นที่มาก แปลว่าคุณสามารถเก็บข้อมูลของคุณได้มาก ฉะนั้นการเลือกใช้ Storage และ Hard drive ให้คำนึงถึงความจุที่คุณต้องการจะใช้ครับ

Internal Storage - Server จะมาพร้อมกับ Storage ที่เรียกว่า Internal Storage เพื่อให้สามารถใช้งาน Server ได้ทันที แต่ถ้าคุณต้องการที่จะใช้พื้นที่เพิ่ม คุณสามารถหา Storage หรือ Hard Drive มาเติมได้

RAID - Redundant Array of Independent Disks เป็นกระบวนการที่นำเอา Hard Drive จำนวน 2 ตัวขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเปรียบเสมือนเป็น Hard Drive ตัวเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำเพื่อป้องกันโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูล โดยมีการทำหลากหลายรูปแบบ เช่น RAID 0, RAID 1, RAID 5, RAID 10 ซึ่งการทำ RAID แต่ละแบบก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะนำไปใช้อย่างไร วิธีการเลือกซื้อ Storage ก็ควรคำนึงถึง RAID ที่จะทำด้วยเช่นกันครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียคร่าว ๆ ในการเลือกซื้อ Server กันมั้ยครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

14 มกราคม 2020

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน จากที่ผู้เขียนเคยได้เขียนบทความ เข้าใจ Windows License ง่าย ๆ จบใน 5 นาที ไปนะครับ วันนี้จะมาเสริมเกี่ยวกับ RDS CALs ที่เป็น License สำคัญอีก License หนึ่งในการใช้งานกับ Windows ครับ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของ RDS CALs เรามาทวนความจำของ License ที่ต้องใช้กับ Windows กันก่อนนะครับ มาเริ่มกันได้เลยครับ


ในการใช้งาน Windows Server จะต้องมี License สำหรับ Server โดยจะมี Edition อยู่ 3 แบบ คือ

  1. Standard Edition 
    1 License จะมีสิทธิ์ในการใช้งานได้ 1 Physical Server และ 2 Virtual Machine และ 2 Cores แต่ Microsoft บังคับขั้นต่ำในการซื้อ License คือ ต้องซื้อ 8 License ขึ้นไปเท่านั้น! แปลว่าหากซื้อตามขั้นต่ำจะสามารถใช้ได้กับ 8 Physical Server และ 16 VM รวมกันแล้วไม่เกิน 16 Cores ถ้าจะใช้ Physical, Virtual Machine หรือ Cores มากกว่านั้น จะต้องซื้อ License เพิ่มเพื่อให้สามารถใช้ Virtual Machine เพิ่มได้
  2. Datacenter Edition
    ตามชื่อเลยคือเหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้ Server เยอะ ๆ ทำเป็นลักษณะคล้าย Datacenter, License ชนิดนี้เหมาะสำหรับจะเอาไปทำเป็น Virtual Datacenter ที่ใช้สร้าง Virtual Machine เพราะสามารถสร้าง Virtual Machine ได้ไม่จำกัด วิธีคิด License นี้จะคิดตาม Core ของ Physical Server ที่เป็น Host ของ Hypervisor 
    (Hypervisor เปรียบเหมือนผู้คุมของ Datacenter ช่วยในการจัดการอุปกรณ์ต่าง ๆ)
  3. Essential Edition
    ใช้กับองค์กรที่มี User ไม่เกิน 25 Users

หลังจากเรามี License สำหรับ Windows แล้ว ถัดมาจะเป็นสิทธิ์ในการเข้าถึง Service ใน Server ซึ่งจะเกี่ยวกับคนและอุปกรณ์แล้วล่ะครับ

ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า

Client Access License (CAL) - เป็น License ที่ให้สิทธิ์ Client ในการเข้าถึง Service ของ Server ได้ Service อะไรบ้าง ก็อย่างเช่น File share, Printing, AD, DNS และอื่น ๆ โดยปกติแล้วยิ่งมี Client มาก คุณจะต้องมี CAL มากตามไปด้วย โดย CAL จะแบ่งแยกออกอีกเป็น 2 ชนิด คือ

User CAL ให้สิทธิ์ User ในการเข้าถึง Service ของ Server ได้จากหลาย ๆ อุปกรณ์ เช่น เข้าจาก Laptop, PC และ Tablet

Device CAL ความหมาย ให้สิทธิ์ Device เช่น Laptop, PC ในการเข้าถึง Service ของ Server (User ใดใช้ก็ได้ แต่ต้องใช้กับ Device นี้เท่านั้น)

Guideline ง่าย ๆ 

User CAL เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

Device CAL เหมาะกับงานที่เป็นกะ หรือใช้อุปกรณ์เดียวกันแต่คนละช่วงเวลา

ถัดมาจะเข้าสู่ License ที่หลาย ๆ คนท่านรอคอยกันแล้วนะครับ RDS CAL นั่นเอง

RDS CALs ย่อมาจาก Remote Desktop Services CALs

ขอเล่าถึงการเข้าใช้งาน Server โดยทั่วไปก่อนนะครับ โดยปกติแล้วการเข้าใช้งาน Server ที่เป็น Windows จะต้องใช้ Service ที่เรียกว่า Remote Desktop ในการเข้าไปใช้งานหน้า Interface Windows ของ Server นั้น ๆ ได้ และสิทธิ์ในการใช้งาน Remote Desktop Service จะถูกกำหนดโดย User ที่เป็น Administrator ของ Windows Server นั้น ๆ Windows Server จะสามารถใช้ Remote Desktop ได้พร้อมกัน 2 Sessions เช่น Administrator และ User1 ถ้า User2 ต้องการใช้ก็จะต้องเตะ Administrator หรือ User1 ออก ซึ่งในบางครั้งการทำงานจะต้องใช้พร้อม ๆ กัน แล้วถ้าต้องการใช้มากกว่านั้นล่ะ RDS CALs จะเข้ามีบทบาทในส่วนนี้ครับ

ถ้าคุณจะใช้ Remote Desktop Service มากกว่า 2 Sessions เป็นต้นไป คุณจำเป็นต้องซื้อ RDS CAL เพิ่มตามจำนวนของ User ที่เข้ามาใช้งานทั้งหมดครับ (นับรวม Admin ด้วยนะครับ)

โดย RDS CALs ก็มีการแบ่งประเภทคล้าย ๆ กับ Server CAL ดังนี้ครับ

RDS Per Device CALs

CALs จะ Assign ไว้กับ Device เช่น Laptop หรือ PC ตัวอย่างการใช้งานคือ คุณจะเข้าใช้งาน Server ได้ต้องเข้าด้วย PC หรือ Laptop เครื่องที่มี CALs เท่านั้น

RDS Per User CALs

CALs จะ Assign เป็นราย User ใน AD ตัวอย่างการใช้งาน เราสามารถจะเข้าใช้งาน Server ด้วยอุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่ต้องใช้ User เราเท่านั้น

เข้าใจเงื่อนไขกันแล้วใช่มั้ยครับ อีกข้อสงสัยที่ทุกคนจะต้องถามแน่ ๆ คือ แล้วเราจะหาซื้อ RDS CALs ได้จากที่ไหนบ้างล่ะ?

RDS CALs มีให้เลือกซื้อได้ 2 แบบคือแบบ Volume และแบบ SPLA (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Volume และ SPLA ได้จาก Link นี้ครับ)

ความแตกต่าง คือ

Volume - ซื้อขาด Upgrade ไม่ได้หากจะไปใช้ Version ใหม่ เช่น คุณมี RDS CALs ของ Window Server 2012 R2 แต่คุณ Implement Windows Server 2016 มา คุณจะใช้ไม่ได้, มีขายเป็นแบบ Package 1 CAL, 5 CAL และ 50 CAL

(สามารถซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายของ Windows เช่น 2Beshop และ Quickserv หรือเจ้าอื่น ๆ ครับ)

SPLA - สามารถใช้ได้กับทุก Version เพราะว่าสามารถ Upgrade ได้ตลอด, ซื้อกี่ CAL ก็ได้ตามจำนวนที่ต้องการ

(หากต้องการใช้ RDS CALs แบบ SPLA จะต้องใช้ Cloud Server กับทาง Cloud HM นะครับ)

สรุปว่าการที่จะทำให้ User สามารถใช้งาน Windows ได้จำเป็นต้องมี 3 Licenses ได้แก่

Server Licenses + CALs + RDS CALs

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียกันไหมครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ 

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ


-- Cloud HM

24 ธันวาคม 2019

Digital Transformation คำที่เป็นที่นิยมใช้มากขึ้นในประเทศไทย ไม่นานมานี้ วันนี้เรามาดูความหมาย และตัวอย่างที่แต่ละอุตสาหกรรมนำไปใช้กันครับ

Digital Transformation เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาเพื่อพัฒนากระบวนทางธุรกิจที่มีอยู่, วัฒนธรรมองค์กร และการประสานงานกับลูกค้าให้ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปในยุค 4.0

ในโลกของทุนนิยม การที่จะหารายได้เข้าบริษัทจะต้องพึ่ง Sales, Marketing และ Customer Service โดย 3 หน้าที่นี้ต้องไปคู่กัน โปรโมทดี, ขายดี และดูแลดี เป็นสิ่งที่เป็น Key Point หลักในการทำธุรกิจอยู่แล้ว ฉะนั้นการพัฒนาฝ่ายขายและฝ่ายสนับสนุนให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เราสามารถ Transform ด้วย Digital ได้ โดยจากแต่ก่อนเรามีการใช้กระดาษ และปากกาในการเขียนบันทึกข้อมูล โอกาสข้อมูลสูญหายจากหลาย ๆ ปัจจัยสามารถเกิดขึ้นได้ ในยุค 20 ปีมานี้มีการพัฒนาขึ้นให้การบันทึกข้อมูลจำพวกเอกสารต่าง ๆ สามารถทำได้ด้วยโปรแกรมเขียนเอกสาร Online เช่น Microsoft Word และ Microsoft Excel แต่ก็ยังคงต้องใช้หมึกในการพิมพ์ออกมาอยู่ดี แต่สังเกตได้ว่าเริ่มมีการบันทึกข้อมูลในรูปแบบดิจิตอลแล้ว ถัดมาสิ่งที่จะช่วยตอบโจทย์ให้ Sales และ Customer Service ทำงานได้ง่ายขึ้นก็คือการช่วยเตือนความจำ โดยการใช้ Software ที่สามารถบันทึกข้อมูลของลูกค้า สินทรัพย์ เอกสารสัญญา หรืออื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค้นหาได้อย่างรวดเร็วด้วย Keywords สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การทำงานทำได้ง่ายขึ้น ลด Human Error เพียงแค่มี Tool มาช่วยครับ ตัวอย่าง Tool การจัดการพวกนี้ที่นิยมในตลาด เช่น Salesforce, Zendesk เป็นต้นครับ

ถ้าบริษัทคุณยังเป็นองค์กรขนาดเล็กอยู่ หรือพึ่งเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ การที่จะทำ Digital Transformation จะสามารถทำได้ง่ายกว่าองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากครับ 

ฉะนั้นเริ่มวางรากฐานตั้งแต่แรกเลยจะทำให้สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตทัดเทียมหรือแซงคู่แข่งกันได้เลยนะครับ

Digital Transformation ยังมีประโยชน์ต่อ Marketing ในเรื่องของการโฆษณาที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ตัวอย่างดังนี้ครับ

ถัดมาเราดูตัวอย่างในแต่ละอุตสาหกรรม ว่าจะนำ Digital Transformation มาใช้ได้อย่างไรกันนะครับ

อุตสาหกรรมการเงิน
ที่มีให้เห็นกันและเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย โครงการนี้เป็นของรัฐบาล นั่นก็คือโครงการ PromptPay ครับ จากที่แต่ก่อนหากจะต้องโอนเงิน เราจะต้องไปที่ Counter ธนาคาร และแจ้งเรื่องกับธนาคารว่าต้องการจะโอนไปปลายทาง มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะธนาคารมีเวลาเปิด-ปิด หากต้องการใช้งานเร่งด่วนก็ไม่สามารถจัดการทันท่วงนี้ในยุคนั้น ปัจจุบันมีหลายธนาคาร มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างธนาคารและต่างสาขาแล้ว ก็ต้องขอบคุณ PromptPay ที่เป็นโครงการนำร่องในการนำ Digital Transformation มาใช้กับอุตสาหกรรมการเงินครับ

อุตสาหกรรมการประกันภัย
ในที่นี้ขอกล่าวถึงเรื่องของประกันรถยนต์ที่น่าจะเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับท่านที่ใช้รถแล้วประสบอุบัติเหตุ และต้องรอเคลม ในการติดต่อแจ้งเหตุกับประกันจะต้องแจ้งผ่านโทรศัพท์ซึ่งค่อนข้างเป็นปัญหา ปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทประกันภัยชั้นนำได้ Transform โดยการทำ Application สำหรับเคลมประกัน สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ได้ และมีรายละเอียดกรมธรรม์ของเรายื่นให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วมาก ๆ ครับ

อุตสาหกรรมการแพทย์
ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุก็จะตามมาด้วยการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น Digital transformation ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญ บาง รพ. ได้มีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยอ่านฟิล์ม X-RAY ให้ช่วยระบุโอกาสของโรคที่จะเป็นได้ ค่อนข้างแม่นยำ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของแพทย์ได้ดีทีเดียวครับ

อุตสาหกรรมการขนส่ง
ทุกท่านสามารถเข้าถึง GPS ได้ง่ายมาก ๆ ในยุคนี้ GPS ที่ทุกคนคุ้นเคยนั่นก็คือ Google Maps หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยใช่ไหมครับ ทุกวันนี้เวลาจะออกจากบ้านหลาย ๆ ท่านจะเช็คการจราจรด้วย Application นี้ เพื่อใช้วางแผนล่วงหน้าในการเดินทาง จากที่แต่ก่อนต้องไปตายเอาดาบหน้า ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าการจราจรจะเป็นอย่างไร 

สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมการขนส่ง บริษัทที่ทำธุรกิจเชิงโลจิสติกส์ สามารถใช้อุปกรณ์ที่ Tracking รถขนส่งของตัวเอง เพื่อใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม เช่น การหาเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะไปยังปลายทาง, เช็ค Location ของรถขนส่ง, ตรวจสอบสถานะ Gas, เช็คข้อมูลของผู้ขับขี่, เช็คประวัติการทำงาน เป็นต้นครับ GRAB และ UBER เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มองเห็นปัญหาของ Taxi และ Disrupt จนเป็น Startup ที่สร้างรายได้ ได้เป็นกอบเป็นกำเลยครับ

อุตสาหกรรมค้าปลีก
หลาย ๆ ท่านที่อยากจะขายของแต่ไม่มีทุนในการเช่าที่ หรือซื้อสถานที่เพื่อทำหน้าร้าน ก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปเนื่องจากสมัยนี้มีการทำ Website ที่ช่วยให้ท่านสามารถมีหน้าร้าน Online เป็นของตัวเอง ธุรกิจ E-Commerce เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ท่านเป็นอย่างมาก ทำให้คนที่มีไอเดียสามารถเริ่มสร้างตัวได้ โดยไม่ต้องใช้ทุนที่สูงมากเหมือนแต่ก่อนครับ

แล้วทำไม Digital Transformation ถึงสำคัญนัก?

จากตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาบทบาทในทุก ๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ การเคลมประกัน การเรียก Taxi ไปจนถึงการซื้อของออนไลน์ เรียกได้ว่ามีการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตทุกช่องทาง ถ้าคุณยังทำธุรกิจแบบเดิม ๆ อยู่ คุณไม่มีทางที่จะสู่กับคู่แข่งที่เค้าเริ่มปรับตัวไปก่อนอย่างแน่นอนครับ แน่นอนว่าลูกค้าต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ที่คุ้มที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งคุณปรับตัวได้ไว ธุรกิจของคุณก็จะได้ไปต่อครับผม

สำหรับหลาย ๆ ท่านที่อ่านมาจนถึงส่วนนี้ อาจจะคิดว่าแล้วมันเกี่ยวกับอะไรกับวงการ IT กันล่ะ จริง ๆ แล้ว เกี่ยวเต็ม ๆ เลยครับ เพราะทุก ๆ อย่างที่กล่าวมาต้องมี IT เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอนเพราะเป็น Digital ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Social Media, E-Mail, Website, Mobile App 3 อันหลังค่อนข้างจะต้องมีผู้ที่มีความสามารถในเรื่อง IT มาเกี่ยวข้องในการสร้างครับ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดขึ้นอยู่กับไอเดียความคิดของแต่ละบุคคลครับ หากใครมีไอเดียดี ๆ ก็สามารถเริ่มทำธุรกิจได้ก่อน ยุคนี้ใครทำได้ไว ทำได้ดี ฐานลูกค้าแน่น ก็เกิดครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ Blog ในครั้งนี้ ผู้เขียนลองเปลี่ยนแนวบ้างเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเบื่อ ๆ กันครับ

ขอบคุณนะครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ถ้ายังอธิบายและวิเคราะห์ได้ไม่ถี่ถ้วน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

16 ธันวาคม 2019

https://www.cloudhm.co.th/community/it-calculator/

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง และคิดว่าหลาย ๆ ท่านที่มีหน้าที่ออกแบบระบบของ IT ที่เกี่ยวกับ System ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน IT Infrastructure ที่เป็น Back Office หรือว่าจะเป็น Pre-sales ที่เป็น Front Office ต่างต้องเคยเจอปัญหาในการคำนวณ และวางแผน Resource ที่ต้องใช้ความเข้าใจ และความแม่นยำเพราะเกี่ยวข้องกับจำนวนเม็ดเงินที่จะลงทุน หากผิดพลาดก็หมายถึงการที่จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ขาดไปบ้าง หรือเกินไปบ้าง ซึ่งถ้ามากเกิน หรือน้อยเกินก็จะเป็นเรื่องใหญ่ได้ ทาง Cloud HM มองเห็นปัญหาเหล่านั้นที่อาจจะเกิดกับทุก ๆ คน จึงได้พัฒนา Tool ตัวใหม่ขึ้นเพื่อช่วยลดปัญหาในด้านการคำนวณตัวเลข และได้ตั้งชื่อว่า IT Calculator เป็นเครื่องคิดเลขไว้ใช้สำหรับคำนวณทางด้าน IT เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ออกแบบ Infrastructure หรือ System ทั้งหน้าบ้าน และหลังบ้าน หากใครอยากลุยเลยก็สามารถคลิกที่ Link นี้ ไปทดลองเล่นกันได้เลย หากใครอยากดูวิธีการใช้ตามมาเรื่อย ๆ เลยครับ 

โดยทาง Cloud HM ได้แบ่งการคำนวณเป็น 2 หัวข้อใหญ่ ๆ ซึ่งผมจะมาแนะนำวิธีการใช้งานไปพร้อม ๆ กัน นะครับ คือ 

Data & Capacity
เป็นหัวข้อเกี่ยวการคำนวณขนาด และความจุของข้อมูล ประกอบไปด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้

  • Calculate RAID - การคำนวณ RAID ของ Storage

    STEP 1 - ให้กรอกจำนวน และขนาดของ Disk พร้อมกับเลือก RAID Type ที่ต้องการ 
    STEP 2 - กด Convert 
    STEP 3 - ผลลัพธ์ที่แสดงจะประกอบไปด้วย 
    Fault tolerance - จำนวนของ Disk ที่เสียได้แล้วยังทำงานได้ปกติ (ตัวอย่างคือ None = เสียไม่ได้)
    Total Usable Capacity - ขนาดของความจุที่ได้เมื่อทำ RAID แล้ว
    Read Speed Gain - จำนวนเท่าของความเร็วในการอ่านของ Disk ที่เพิ่มขึ้นจากการทำ RAID EX. 2x = 2 เท่า  
    Write Speed Gain - จำนวนเท่าของความเร็วในการเขียนของ Disk ที่เพิ่มขึ้นจากการทำ RAID EX. 4x = 4 เท่า
  • KB/MB/GB/TB/PB Converter - การแปลงหน่วยของข้อมูล (*เป็นการแปลงจากเลขฐาน 10)

    STEP 1 - กรอกขนาดของพื้นที่ และหน่วยที่ต้องการ มีให้เลือก 3 หน่วย คือ MB, GB และ TB หลังจากนั้นให้กด "Convert"
    STEP 2 - ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงหน่วยออกมาทั้งหมด 5 หน่วย ได้แก่ KB, MB, GB, TB และ PB ครับ

  • Data Transfer Rate Converter - การแปลงหน่วยของความเร็ว (*เป็นการแปลงจากเลขฐาน 10)

    STEP 1 - กรอกขนาดของความเร็ว และหน่วยที่ต้องการ มีให้เลือก 2 หน่วย คือ Mbps และ Gbps หลังจากนั้นให้กด "Convert"
    STEP 2 - ผลลัพธ์ที่ได้จะมีทั้งหมด 6 หน่วย ดังนี้ครับ Kbps, Mbps, Gbps, KB/s, MB/s, GB/s
  • File Transfer Time/Rate - การคำนวณเวลาในการส่งข้อมูล (*เป็นการแปลงจากเลขฐาน 10)
    หัวข้อนี้จะมี 2 ส่วน คือ Transfer Time และ Transfer Rate
    Transfer Time - คำนวณเวลาที่ต้องใช้ในในการรับ-ส่งไฟล์ จากความเร็วที่กำหนด

    STEP 1 - เลือกแท็บ "Transfer Time"
    STEP 2 - กรอกขนาดของไฟล์ หรือพื้นที่ และเลือกความเร็วที่ต้องการ สามารถเลือกหน่วยได้ตามชอบครับ
    STEP 3 - กด "Convert"
    STEP 4 - ผลลัพธ์จะแสดงเป็นเวลาในการส่งไฟล์ หน่วยเป็น ชั่วโมง, นาที และวินาที ตามลำดับครับ

  • Transfer Rate - คำนวณความเร็วที่ต้องใช้ในการส่งไฟล์จากเวลาที่กำหนด (*เป็นการแปลงจากเลขฐาน 10)

    STEP 1 - เลือกแท็บ "Transfer Rate"
    STEP 2 - กรอกขนาดของไฟล์ หรือพื้นที่ และเลือกเวลาที่ต้องการ
    STEP 3 - กด "Convert"
    STEP 4 - ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นความเร็วที่ต้องใช้ในการส่งไฟล์ให้ทันภายในเวลาที่กำหนดครับ
  • Backup Capacity - การคำนวณขนาดของ Backup และความเร็วที่ต้องใช้ในการ Backup 
    ****หัวข้อนี้ผมมองว่าค่อนข้างสำคัญเพราะทุกบริษัทต้องมีการทำ Backup อยู่แล้ว ถ้าเราทราบว่าเราจะต้องใช้ความจุขนาดไหน จะช่วยประหยัดเงินทุนในการจัดหาอุปกรณ์ และใช้ให้คุ้มค่าที่สุดครับ****

    STEP 1 - กรอกขนาด Production Data ของคุณ โดยเรามีให้เลือก 2 หน่วยคือ GB และ TB ครับ
    STEP 2 - กรอกจำนวนของ Full Backup และถ้าอยากรู้ว่าจะ Backup เสร็จภายในชั่วโมงที่กำหนดต้องใช้ Speed เท่าไหร่ก็สามารถกรอกในช่อง Target Windows ได้ เราให้ไว้เป็น Option เสริมครับ
    STEP 3 - กรอกจำนวนของ Incremental Backup จะต่างจาก Full Backup ตรงที่ เราเพิ่ม Data Change Rate เป็น % ให้กรอกเพิ่มเติม และแบ่งให้เป็นรายวัน, รายสัปดาห์ หรือรายเดือนครับ รวมถึงมีให้กรอกกรอบเวลาที่ต้องการในการ Backup ให้ทันภายในชั่วโมงที่กำหนดครับ
    STEP 4 - เลือกสัดส่วนของการบีบอัดข้อมูล (Compression) และการลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำ (De-Duplication)

    *หมายเหตุ ในส่วนของการ Compression และ De-Duplication จะคำนวณแยกขาดจากกันครับ
    ตัวอย่างการทำงาน
    Backup Data = 500 GB
    Compression Ratio = 2:1
    De-Duplication Ratio = 2:1
    Compressed = 500/2 = 250 GB
    De-Duplication = 500/2 = 250 GB
    Compressed & De-Duplication = 500/(2*2) = 125 GB
    STEP 5 - กด "Convert"
    ผลลัพธ์ที่ได้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
    1. Backup Storage Size - ขนาดของ Backup ทั้งหมด <- ต้องเตรียมพื้นที่ให้เพียงพอสำหรับ Backup
    2. Bandwidth Required to Meet Backup Window - Bandwidth ที่ต้องใช้สำหรับการ Backup ให้ทันเวลาที่เรากำหนด
    3. Estimated Backup Duration - กรณีที่ทราบความเร็ว Internet หรือ Link ของตัวเอง สามารถกรอกค่าเข้าไปเพื่อคำนวณระยะเวลาในการ Backup ได้ครับ



Software Costs
เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการคำนวณค่าใช้จ่ายของการซื้อ Software license หัวข้อย่อย ดังต่อไปนี้  

  • Windows Server Standard - การคำนวณ Volume License ของ Physical Server และการคำนวณ SPLA License ของ Virtual Machine
    มาดูกันที่ส่วนแรก Physical ครับ

    STEP 1 - เลือกแท็บ "Physical"
    STEP 2 - กรอกจำนวนของ Physical Processor และจำนวน Core ต่อ Processor
    STEP 3 - กรอกจำนวน CAL (User / Device) สามารถระบุราคาได้
    STEP 4 - กรอกราคา License ตามต้องการ
    STEP 5 - กด "CALCULATE"
    STEP 6 - ผลลัพธ์ที่ได้จะประกอบไปด้วย

    Total Cores หมายถึง จำนวน Core ที่มีของอุปกรณ์
    Licenses Required หมายถึง จำนวน User/Device CAL และจำนวน Windows License ที่ต้องใช้
    Costs หมายถึง ราคารวมของ Windows License และ CAL 
    ถัดมาเป็น Virtual Machine ครับ จะคล้าย ๆ กับแบบ Physical ต่างกันที่ไม่มี Processors

    STEP 1 - เลือกแท็บ "Virtual Machine"
    STEP 2 - กรอกจำนวนของ vCPU
    STEP 3 - กรอกจำนวน CAL (User / Device) สามารถระบุราคาได้
    STEP 4 - กรอกราคา License ตามต้องการ
    STEP 5 - กด "CALCULATE"
    STEP 6 - ผลลัพธ์ที่ได้จะประกอบไปด้วย

    Total vCPUs หมายถึง จำนวน vCPU ที่มีของอุปกรณ์
    Licenses Required หมายถึง จำนวน User/Device CAL และจำนวน Windows License ที่ต้องใช้
    Costs หมายถึง ราคารวมของ Windows License และ CAL

  • Microsoft SQL Standard & Enterprise - การคำนวณ Volume License ของ SQL Server ทั้ง Standard และ Enterprise Edition
    STEP 1 - กรอกจำนวน Core ถ้าใช้เป็น Physical Server หรือ vCPU ถ้าใช้เป็น VM และกรอกจำนวน CALs
    STEP 2 - กรอกจำนวนราคา License
    STEP 3 - กด "CALCULATE"
    STEP 4 - ผลลัพธ์ที่ได้จะประกอบไปด้วย

    รายละเอียดแยกกันด้วย Edition
    Standard Per CAL License
    - Licenses บอกจำนวน License ที่ต้องใช้
    - CALs บอกจำนวน CAL ที่ต้องใช้
    - License Cost คือราคาของ License
    - CAL Cost คือราคาของ Cost
    - Total Cost คือราคารวม

    Standard Per Core License
    - Licenses บอกจำนวน License ที่ต้องใช้
    - License Cost คือราคาของ License
    - Total Cost คือราคารวม

    Enterprise
    - Licenses บอกจำนวน License ที่ต้องใช้
    - License Cost คือราคาของ License
    - Total Cost คือราคารวม


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ และช่วยประหยัดเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายนะครับผม

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นการแนะนำการใช้งาน IT Calculator ซึ่งเนื้อหาของ Software Cost อ้างอิงจาก Microsoft หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย ณ ที่นี้

หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามเงื่อนไขเรื่อง License กับทาง Microsoft ได้โดยตรงเลยครับ


-- Cloud HM

2 ธันวาคม 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน วันนี้จะมาแนะนำสายอาชีพ IT ในปัจจุบันที่มีอยู่ในตลาดแรงงานกันนะครับ  เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาช่องทางในการทำงาน หรือเป็นน้อง ๆ จบใหม่  ที่ยังไม่ทราบว่ามีสายงานอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับ IT ครับ มาเริ่มกันสายครับ

ในปัจจุบัน Information technology หรือ IT  เป็นสายงานที่มีความสำคัญมากในระบบการทำงานและค่อนข้างมีตำแหน่งที่หลากหลาย อย่างน้อยในบริษัท  หรือ องค์กร จะต้องมีผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับ IT อย่างน้อย 1-2 คน เพื่อช่วยในการวางโครงสร้างของระบบ  เพราะในยุคนี้การทำงานโดยส่วนใหญ่ ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก คนที่คอยบำรุงรักษาอุปกรณ์, ดูแลโปรแกรม  หรือจัดการเรื่องสิทธิ์การเข้าใช้งานต่าง ๆ ของบุคคลก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพวกเขาเหล่านั้น  แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้นว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ผมจะขอจัดหมวดหมู่แบ่งแยกให้ดังนี้ครับ

IT Management Group - เป็นสายบริหารของธุรกิจ IT มีความสามารถในการมองธุรกิจได้ทะลุปรุโปร่ง  นำเทคโนโลยีมาใช้งานกับบธุรกิจได้อย่างเหมาะสม เช่น

  • CEO (Chief Executive Officer) เน้นรอบรู้ทุกด้าน
  • CTO (Chief Technology Officer) เน้นทางด้านเทคนิค
  • CFO (Chief Finance Officer) เน้นทางด้านการเงิน
  • IT Manager - ผู้จัดการ IT ดูแลภาพรวมของระบบ IT ในองค์กร

Infrastructure & Operation Admin Groups - เป็นสายดูแลระบบเครือข่ายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น  ระบบ Network, ระบบปฏิบัติการ UNIX, Windows, Linux, BSD, อุปกรณ์ Storage เช่น HDD, Tape,  NAS, SAN และอื่น ๆ ตัวอย่าง อาชีพนี้ ได้แก่

  • System Engineer - วิศวกรระบบ บางองค์กรจะให้ดูแลภาพรวมของระบบ สร้าง/แก้ไข/ลบ ระบบ
  • System Administrator - ผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะดูแลเฉพาะเจาะจงในส่วนของตัวเอง เช่น  Network หรือ Operating system
  • Network Engineer - วิศวกรเครือข่าย ดูแลระบบ Network ทั้งหมดขององค์กร เช่น  การตั้งค่าระบบ LAN, Firewall, Wi-Fi และ อื่น ๆ
  • Network Operation - เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและดูแลเครือข่าย บางองค์กรจะรวมไปถึง ทั้ง System  Engineer และ Network Engineer ที่เป็นฝ่ายที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมกันเป็นตำแหน่งนี้
  • IT Support - สายอาชีพผู้สนับสนุนไอที มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเรื่อง IT ให้กับบุคคลในองค์กร หรือ ลูกค้า

Programmer Group - เป็นสายเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ โปรแกรมเมอร์  เหมาะสำหรับคนที่มีความสามารถวิเคราะห์และมองข้อมูลต่าง ๆ ในเชิง Logic ได้ดี  รวมกับความเข้าใจในการเขียนโปรแกรม  ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ออกมาค่อนข้างหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย เช่น  Facebook, Uber Application เหล่านี้ก็เกิดจากการสร้างของโปรแกรมเมอร์ทั้งนั้น

ภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น Python, Ruby, Perl, PHP, ASP, C, C++, Java และอื่น ๆ  ตัวอย่างอาชีพในสายเขียนโปรแกรม ได้แก่

  • Application Developer หรือ Software Engineer - นักพัฒนา Application  โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ในการสร้างสรรค์ผลงานและจะต้องสามารถมองภาพกว้างของ Project ได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ, การพัฒนา, การวิจัย, การทำเอกสารประกอบ, การซ่อมบำรุง, การ  Implement core และการวิเคราะห์ Software
  • Programmer – นักเขียนโปรแกรมรับผิดชอบในการ Coding, ทดสอบ Code และแก้ไข Bug  จะแตกต่างจาก Application Developer ตรงที่จะทำงานเป็นบางส่วนของ Project แต่  Application Developer จะเข้าใจ Scope โดยรวมมากกว่า
  • Software Tester - นักทดสอบผลิตภัณฑ์ จะคล้าย ๆ กับพวก QC  ในโรงงานที่คอยตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งให้ลูกค้าใช้งาน คือ  จะหาช่องโหว่จากการทำงานและคอยเช็คว่า Application มี Bug ตรงไหนบ้าง
  • System Analyst – นักวิเคราะห์ระบบให้เป็นไปตามความต้องการขององค์กรและทีมงาน  ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีพื้นฐานการ Coding มาก่อน
  • Business Analyst - นักวิเคราะห์เชิงธุรกิจ  ต้องมีความสามารถในเรื่องของเทคนิคเพื่อนำมาประกอบกับการวิเคราะห์ทางด้านธุรกิจ

นอกเหนือจากการเขียนโปรแกรม ก็ยังมีผู้ที่ถนัดเฉพาะทางในการทำ Website โดยเฉพาะ  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการพัฒนา Application หรือการออกแบบ Website ให้สวยงาม ตัวอย่างสายอาชีพนี้  ได้แก่

  • Web Programmer / Web Developer ทำหน้าที่พัฒนา Application
  • Web Designer ทำหน้าที่ออกแบบความสวยงามของ Website

Database Group - ทำหน้าที่ดูแลฐานข้อมูลขององค์กร  เป็นอีกสายงานหนึ่งที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยุคปัจจุบันที่มีการใช้ Data จำนวนมาก (Big Data)  มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ สายงานนี้ ตัวอย่างอาชีพ ได้แก่

  • Database Administrator (DBA) - เป็นผู้ดูแลระบบ Database บำรุงรักษา  ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและวางแผนการจัดเก็บข้อมูล
  • Database Architect - เป็นผู้ออกแบบระบบ Database ให้เหมาะสมกับการใช้งานต่อองค์กรนั้น ๆ
  • Data Scientist - เป็นผู้ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าจะนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร

IT Consultant Group - สายที่ปรึกษา IT เป็นสายที่สำคัญที่องค์กรจะต้องใช้งาน อาจะมีภายในองค์กรเอง หรือ ใช้งานจากบริษัทที่รับทำด้านนี้โดยเฉพาะ

  • IT Consultant - ที่ปรึกษาทางด้าน IT ทั่วไปที่มีความรู้ค่อนข้างหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่อง  Network, System และ Security
  • ERP Consultant - ที่ปรึกษาทางด้านระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)
  • CRM Consultant - ที่ปรึกษาทางด้านระบบ CRM (Customer Relationship Management)
  • IT Audit - ผู้ตรวจสอบไอที มีหน้าที่ตรวจสอบระบบของแต่ละองค์กรให้ได้ตามมาตรฐานสากล

ความจริงแล้วยังมีอีกมากมายที่ผู้เขียนอาจจะเขียนไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด  หากท่านใดทำอาชีพที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่ไว้ทางด้านบน  ก็สามารถให้คำแนะนำลักษณะการทำงานของตัวท่านเองได้ ให้ไว้เป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจ หรือ เด็ก ๆ  รุ่นใหม่ ที่มีโอกาสได้เข้ามาอ่านครับ ได้ทาง Comment นะครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้  ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

12 พฤศจิกายน 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน วันนี้มาพบกันในช่วงกลางพฤศจิกายน เมืองไทยเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวกันแล้วใช่มั้ยครับ หวังว่าคงช่วยดับร้อนได้มากขึ้นนะครับ โอเครอบนี้มาในหัวข้อที่คาดว่าเทคโนโลยีนี้น่าจะมีการใช้งานเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคตครับ หลาย ๆ ท่านน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วนั้นก็คือ AR และ VR นั่นเอง แล้วมันคือเทคโนโลยีอะไรล่ะ เดี๋ยวผมจะแจกแจงให้เข้าใจกันมากขึ้นนะครับ

มาเริ่มกันที่ AR ครับ

AR ย่อมาจาก Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีที่นำวัตถุ 3 มิติ มาจำลองเข้าสู่โลกจริงของเรา

โดยมีหลักการทำงานคือใช้ Sensor ในการตรวจจับภาพ, เสียง, การสัมผัส หรือ การรับกลิ่น แล้วจะสร้างภาพ 3 มิติขึ้นมาตามเงื่อนไขที่ได้รับ ด้วยการประมวลจาก Software โดยผู้ใช้งานจะต้องมองผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แสดงภาพได้ ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา, จอภาพ, จอ Smartphone หรือ คอนแทคเลนส์ ที่เป็น Hardware

ชนิดของ AR สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้ครับ

  1. Marker-Based - จะใช้วิธีติดตั้งในใบปลิว หรือ วัตถุต่าง ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถดูภาพ 3 มิติได้จากการนำกล้องของ Smartphone ไปส่องที่วัตถุนั้น เช่น กระดาษเปล่าที่เมื่อส่องด้วยกล้อง Smartphone จะเจอข้อมูลแสดงขึ้นมา
  2. Markerless - ผู้ใช้งานสามารถหยิบจับวัตถุมาวางในโลกจริงได้ ผ่าน Application เช่น นำเฟอร์นิเจอร์เสมือนมาวางไว้ที่ห้อง ก่อนจะไปซื้อมาใช้จริง
  3. Location-Based - หากนำกล้อง Smartphone ส่องไปยัง Location-Based AR จะแสดงผลข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ อ้างอิงจาก GPS เช่น แสดงป้ายบอกทาง และ ชื่อถนน

ตัวอย่างการเอาเทคโนโลยี AR ไปใช้

  1. การดูภาพ 3 มิติ จากการเปิดกล้องใน Smart phone ใช้เป็นสื่อการสอนในโรงเรียนได้
  2. แสดงเนื้อหาประกอบในสถานที่จริงนั้น ๆ เช่น เป็นป้ายบอกทาง (ของ Google) หรือ ใช้ในธุรกิจการท่องเที่ยว ตามสถานที่ท่องเที่ยว เช่น พิพิธภัณฑ์
  3. ใช้กับการเล่นเกมส์ ที่เกี่ยวกับ Location เช่น Pokemon GO
  4. ใช้ประโยชน์ในด้านการทหาร เรื่องการซ้อมรบ
  5. ใช้ในงานแสดงศิลปะ โดยให้ความละเอียดที่อ้างอิงจากชิ้นงานจริง
  6. ใช้ในสื่อโฆษณา ในการแสดงสินค้าต่าง ๆ 


Source: https://www.digitalartsonline.co.uk/features/hacking-maker/everything-you-need-know-about-designing-with-augmented-reality/

ต่อกันที่ VR ครับ

VR ย่อมาจาก Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่จำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือนโดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็น โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์ เช่น แป้นพิมพ์, เม้าส์ หรือ ว่าอุปกรณ์ที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เช่น ถุงมือ, รองเท้า เป็นต้น

VR จะไม่มีชนิดแบ่งแยกชัดเจน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้แว่นตา, Smartphone หรือ อุปกรณ์สวมใส่เพื่อใช้ในการเข้าไปสู่โลกเสมือน แต่จะมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยให้สมจริงยิ่งขึ้น เช่น เครื่องจำลองการขยับของรถไฟเหาะจำลอง, เครื่องสร้างการสั่นสะเทือน

ตัวอย่างการเอาเทคโนโลยี VR ไปใช้

  1. ใช้ในการเล่นเกมส์ เช่น เกมส์แนว FPS (จำพวกยิงปืน) จะปืนจำลองให้ถือไปในระหว่างเล่น และ ตัวจำลองการเดินและวิ่งที่ผูกติดตัวเราไว้ คล้าย ๆ กับ Treadmill
  2. ใช้ในการจำลองการฝึกขับเครื่องบินของกัปตัน
  3. ใช้ในการจำลองการฝึกหัดทางทหาร เช่น การกระโดดร่ม โดยจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเป็นชุดกระโดดร่มจริง และ อุุปกรณ์ที่รั้งตัวให้สูงจากพื้น
  4. ใช้ในการสวมเพื่อจำลองห้องที่มีการตกแต่งแล้ว (บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางรายมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการโครงการใหม่เพื่อช่วยให้อ้างอิงจากสถานที่จริงได้ง่ายขึ้น)

Source: https://www.statisticbrain.com/vr-virtual-reality-technology-statistics/

สรุปข้อแตกต่างสั้น ๆ ระหว่าง AR และ VR

AR - เป็นการนำวัตถุเสมือนมาใช้กับโลกแห่งความเป็นจริง

VR - เป็นการจำลองโลกเสมือนแยกออกจากโลกแห่งความเป็นจริง

ความจริงแล้วเทคโนโลยีของทั้ง AR และ VR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ผู้เขียนยกเพียงตัวอย่างที่ส่วนใหญ่จะใช้งานเป็นหลักมาครับ


หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

22 ตุลาคม 2019

สวัสดีครับ ชาว IT ทุกท่าน วันนี้กลับมาพบกับสาระกับเรากันอีกครั้งในช่วงปลาย ๆ เดือนแบบนี้นะครับ ในทุก ๆ องค์กรจะต้องระบบ Backup อย่างแน่นอนใช่มั้ยครับ ถึงแม้ว่าระบบการทำงานหลักจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ แต่การ Backup ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ในหลาย ๆ องค์กรที่อาจจะยังไม่มีระบบ Backup หรือมีระบบ Backup แล้ว แต่ยังไม่ได้จัดสรร หรือ วางแผนในการ Backup ให้ครอบคลุมเหตุการณ์เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น วันนี้เราจะมาพูดถึง 3-2-1 Backup Rule กันนะครับ

3-2-1 Backup Rule คืออะไร?

3-2-1 Backup Rule เป็นข้อความสั้น ๆ ที่ช่วยให้จำได้ง่ายว่าเงื่อนไขในการ Backup ควรจะมีอะไรบ้างถึงจะครอบคลุมการ Backup ที่ควรจะเป็น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันครับ

เดี๋ยวเราจะมาไล่ดูความหมายของแต่ละตัวเลขกัน มาเริ่มกันเลยครับ


3 - มาจาก "ต้องมี Backup อย่างน้อยจำนวน 3 Copy"

แล้วทำไมต้องมี 3 Copy ล่ะ? แค่ 1 Copy ไม่เพียงพอหรอ? 

Primary Backup คือการ Backup ไว้ที่เดียวกับ Production Data มีโอกาสที่จะสูญหายหรือใช้งานไม่ได้ สมมุติว่าโอกาสที่ข้อมูลหลักจะเสียหาย เกิดได้จากอุปกรณ์ที่เก็บ Data เสียหาย มีโอกาส 1%

หรือ 1 ใน 100 ส่วน ถ้าคุณมีเพียง 1 Copy ก็ไม่มีอะไรรับประกันความเสี่ยงของ Data คุณได้ว่าจะเสียหายเมื่อไหร่ จะมีอะไรมารองรับ

แต่ถ้าคุณมี Backup Copy นึง ที่เก็บไว้ที่อุปกรณ์ที่ 2 ความเสี่ยงของคุณจาก 1% ก็จะลดลงเป็น 1/100 * 1/100 = 0.01%

ที่นี้ถ้ามี 2 Copy ความเสี่ยงก็จะลดลงอีกเป็น 1/100 * 1/100 * 1/100 = 0.0001%

จากด้านบน จำนวน Data มีทั้งหมด 3 Copy ได้แก่ Primary Backup + Backup ชุดที่ 2 + Backup ชุดที่ 3

ทำให้ลดโอกาสที่ Data จะเสียหาย เพราะอุปกรณ์แต่ละชิ้น ทำงานของใครของมัน แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงครับ


2 - มาจาก "เก็บ Backup จำนวน 2 Copy ไว้ที่อุปกรณ์แตกต่างกัน"

อ้างอิงจาก 3 Copy ด้านบน ถ้าเราเก็บ Backup ไว้ที่ Storage หรือ HDD ซึ่งทั้งสองชนิด มีโอกาสเสียอยู่ประมาณนึงไม่ช้าก็เร็ว

ถ้ามี Production Data และ Primary Backup ไว้ที่อุปกรณ์เดียวกันจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน

จึงต้องมีทางเลือกในการเก็บ Backup เช่น Primary Backup ปกติจะอยู่ใน Internal HDD ของ Server, Backup ชุดที่ 2 ก็ควรจะอยู่ใน Internal HDD ของอีก Server นึง หรือ อาจจะเป็นอุปกรณ์อื่นที่ถอดออกได้ เช่น NAS, Tape, External Hard drive, CD, DVD หรือแม้แต่ Floppy disk ก็ได้เช่นกัน


1 - มาจาก "เก็บ Backup อย่างน้อย 1 Copy ที่ Offsite"

การที่เราแยก Backup ไว้แต่ละ Server แล้ว ก็ช่วยลดความเสี่ยง แต่ถ้า Primary Data และ Backup Copy อยู่ในสถานที่เดียวกัน แล้วอยู่มาวันนึงปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นระดับ Scale ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ Server ที่เก็บ Primary Data พัง แต่เป็นสถานที่นั้นเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ไฟไหม้, น้ำท่วม, ปัญหาทางการเมือง หรือ อื่น ๆ เราจะไม่สามารถใช้งานหรือกู้ข้อมูลได้เลย

ทำให้เราควรจะมี Backup อย่างน้อย 1 Copy เก็บไว้ที่สถานที่อื่น เช่น บริษัท A มี Primary Data และ Backup ชุดที่ 1 เก็บไว้ที่ HQ บริษัทควรจะมี Backup ชุดที่ 2 ที่ Branch ด้วย

บางบริษัทอาจจะไม่ได้ใหญ่มากถึงขั้นมีสาขาย่อย อีก Option นึงที่ทำได้คือ เก็บไว้บน Cloud (มองว่า Cloud เป็น Branch) ก็มีหลายบริษัทที่ทำแบบนี้

ทาง Cloud HM ก็มีการใช้ในบริการในรูปแบบนี้ ชื่อว่า cloudBackup ครับ

Source: https://helpcenter.veeam.com/docs/backup/hyperv/backup_copy.html?ver=95u4

สรุปการทำ Backup ตาม 3-2-1 Backup Rule

"ต้องมี Backup อย่างน้อยจำนวน 3 Copy"

"เก็บ Backup จำนวน 2 Copy ไว้ที่อุปกรณ์แตกต่างกัน"

"เก็บ Backup อย่างน้อย 1 Copy ที่ Offsite"

3-2-1 Backup rule เป็นอะไรที่ค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายและใช้ได้กับทุกชนิดฐานข้อมูล ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเล็กหรือใหญ่ จะเป็น Physical Server หรือ Virtual Server

หากนำ Rule นี้ไปใช้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับองค์กรของคุณให้เดินหน้าต่อไปโดยไม่ติดขัดครับ สามารถลองคำนวณ Backup Capacity ที่คุณต้องการดูได้ครับ ทาง Cloud HM ได้จัดทำขึ้นไว้

หวังว่า Blog นี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณและองค์กรของคุณ ไม่มากก็น้อยครับ

หากสนใจบริการ สามารถติดต่อได้ที่ Website ของ Cloud HM หรือ Comment ไว้ด้านล่างโพสได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM