Blog


12 พฤษภาคม 2020

สวัสดีครับ ตอนนี้ชาว IT หลาย ๆท่านเริ่มคุ้นชินกับการ WFH ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยก็คือเรื่อง Internet ใช่หรือไม่ครับ

วันนี้เราจะไม่ได้มาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของ Internet ที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป แต่จะมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า Internet สำหรับใช้งานในองค์กรเปรียบเทียบกับ Internet ที่ใช้งานที่บ้าน มีความต่างกันอย่างไร แล้วทำไม Internet องค์กรถึงแพงกว่า มาดูกันเลยครับผม!!

สำหรับองค์กรที่มีขนาดเล็ก ค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องประหยัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาจะใช้จ่ายอะไรก็ต้องคิดแล้วคิดอีก สำหรับ Internet ก็เป็นเรื่องสำคัญ หลาย ๆ เจ้าขององค์กรคิดว่าใช้ Internet แบบที่ใช้ในบ้านก็เพียงพอและเหมาะสมกับ Size ขององค์กรตัวเองแล้ว แต่ความจริงหากคิดแบบนั้นต้องเข้าใจข้อเสียของ Internet บ้านก่อนว่ามีอะไร แล้วเปรียบเทียบกับความเสียหายทางด้านธุรกิจ คุ้มค่าหรือไม่ที่จะตัดสินใจ

Internet สำหรับองค์กร มี Features และประโยชน์มากกว่า Internet สำหรับใช้งานที่บ้าน แต่แน่นอนว่าราคาย่อมสูงกว่า Internet ที่ใช้งานที่บ้านจะมีปัญหาเรื่องของ Upload Speed ที่ค่อนข้างช้า และไม่เสถียร สำหรับธุรกิจบางประเภทที่ต้องความเร็วในการ Upload เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ISP จะมีการการันตีเรื่องของการบริการ เช่น การซ่อม การดูแล และ Uptimes ของ Internet สำหรับองค์กร

บางทีการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วไปใช้ Internet ที่ใช้งานในบ้านอาจจะทำให้คุณเสียเงินมากขึ้นกรณีที่เกิดปัญหาเรื่องของการ Down

จากที่เกริ่นไป เรามาดูปัจจัยและการเปรียบเทียบกันระหว่าง Internet สำหรับองค์กร กับ Internet สำหรับใช้งานในบ้าน กันครับ

Spec ที่เท่าเทียม (Parity)
Internet บ้าน หรือ Internet องค์กร กดราคาให้ถูกโดยการเพิ่ม Download speed แต่ลด Upload speed การใช้งานแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ดูวิดีโอ และเล่น Internet ดู Website ปกติ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่คิด Content เช่นทำ Website หรือต้องส่งไฟล์งาน ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือเล็กให้กับลูกค้า รวมไปถึงการ Backup ข้อมูล Upload speed มีผลค่อนข้างมาก สำหรับ Internet ภายในองค์กรจะให้ค่า Download และ Upload speed เท่ากัน แต่ถ้าเป็น Internet บ้านจะใส่ Speed แยกกันเวลาขาย สังเกตได้ง่าย เช่น 1000/200 Mbps จะเป็น Download speed ความเร็วที่ 1 Gbps และ Upload speed ความเร็วที่ 200 Mbps

*หลาย ๆ ISP ในไทยเริ่มปรับให้ Download และ Upload Speed มีความเร็วเท่า ๆ กันแล้ว แต่ถึงเท่ากันแล้ว Internet สำหรับองค์กรก็ยังมีความแตกต่างจาก Internet ที่ใช้งานในบ้านอยู่ครับ

SLA
เป็นสัญญาการให้บริการระหว่าง ISP และลูกค้า ISP ใช้ใน SLA ในการบริหารให้ได้ตามความคาดหวังของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งาน ปัญหาการเสียหายของวงจร ตัวชี้วัดนี้สำหรับ Internet องค์กรจะมีความแตกต่างจาก Internet บ้านมากเลยครับ 

เช่น Bandwidth ของ Internet บ้านจะใช้เป็นแบบแชร์ ดังนั้นความเร็วที่ได้อาจไม่ได้ตรงปกตาม Package

กรณีเกิดเหตุวงจรเสีย SLA ของ Internet องค์กรอาจจะต้องซ่อมภายใน 4 ชั่วโมง แต่ของ Internet บ้าน อาจใช้เวลาเป็นวันในการที่ช่างจะเข้าซ่อมแซมหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

IP Address
Internet สำหรับองค์กรมีการให้ Static IP กับลูกค้า เหมาะที่นำไปใส่ให้กับ File Server หรือ Mail Server และค่อนข้างมีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของ

Internet สำหรับใช้งานที่บ้านส่วนใหญ่จะให้มาแบบ Dynamic IP ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปมาได้ตามการใช้งาน

*ISP บางเจ้ามีให้บริการเรื่องของ Static IP สำหรับ Internet ที่ใช้งานในบ้านแล้ว แต่ต้องซื้อเพิ่ม

Bandwidth
Internet สำหรับองค์กรมีการ Dedicated Bandwidth ให้กับลูกค้า การันตีได้ว่าลูกค้าจะได้รับ Speed ตรงตาม Package ที่ซื้อโดยที่ไม่ต้องไปแชร์กับองค์กรอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่คือ เร็ว, Latency ต่ำ และ Packet-loss ต่ำ

Internet บ้าน มีการ Share Bandwidth เป็น 100-1000 ราย จาก Port เดียวกัน ในช่วงที่คนใช้งานเวลา Peak hours การใช้งาน Internet จะช้ามาก ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Speed ใช้งานได้ช้าไม่ตรงตาม Package, Latency สูง และมี Packet-Loss ค่อนข้างเยอะ

Price
เรื่องของราคาเป็นที่แน่ชัดว่า Internet สำหรับองค์กรมีราคาที่สูงกว่าสำหรับ Feature ด้านบนที่ครบกว่า Internet ที่ใช้งานที่บ้านครับ

ผมจะสรุปให้เป็นตารางเปรียบเทียบกันระหว่าง Internet สำหรับองค์กร กับ Internet ที่ใช้งานในบ้านดังนี้นะครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับการเปรียบเทียบแบบนี้ หลาย ๆ ท่านมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปอยู่แล้วตามสถานการณ์ที่เจอ หวังว่า Blog นี้จะเป็น Basic Screening คร่าว ๆ ให้ท่านตัดสินใจได้นะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

28 เมษายน 2020

สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ชาว IT ในหลาย ๆ Blog ที่ผ่านมา เราเน้นคุยกันในเรื่องของวิชาการและความรู้กันเป็นส่วนใหญ่ใช่ไหมครับ สำหรับ Blog วันนี้จะเป็นการเจาะชีวิตประจำวันของพนักงานในบริษัทเราที่มีตำแหน่งเป็น Systems Engineer นะครับ

สำหรับตำแหน่ง Systems Engineer ของบริษัท Cloud HM อาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากบริษัทอื่นหรือไม่ก็สามารถ Comment กันเข้ามาได้นะครับ

หน้าที่หลักตาม Job Description

  • ติดตั้งระบบให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการทำ P2V, V2V, Migrate application เช่น Microsoft Exchange, Active Directory, Microsoft SQL, MySQL, Apache, NGINX, IIS ไปยังระบบ Cloud
  • สนับสนุนลูกค้า พร้อมรับคำร้องต่าง ๆ ให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของลูกค้า
  • ติดตั้ง, บริหารและดูแลระบบ Infra ของ Cloud HM
  • ตอบปัญหาลูกค้าให้ทันตาม SLA
  • ต้องมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ผมได้ไปสัมภาษณ์พนักงานท่านนึงที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ เป็นคำถามดังนี้นะครับ

*ขอแทนคนสัมภาษณ์ว่า Me

*ขอแทน System Engineer ว่า Sys


Me: ใน 1 วัน ของ Role Systems Engineer ทำอะไรบ้างครับ

Sys: บริษัทของเราเข้างาน 9:00 เลิกงาน 18:00

7:00 - 8:00 เริ่มวันมาก็ตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวขับรถมาทำงาน

9:00 - 11:30 ส่วนใหญ่จะเป็นการเช็คว่ามีลูกค้าแจ้งปัญหา หรือขอ Request อะไรมาบ้าง

ส่วนที่ทำเป็น Parallel กันคือ

เช็คการทำงานของ Service ต่าง ๆ ว่ามีส่วนใดมีปัญหาบ้าง โดยดูจาก Monitor 

โดยอาจจะมีทาง Pre-sales คิด Solution มา แล้วให้ Sys ทดสอบบางอย่างว่าได้ตามความต้องการของ Pre-sales หรือไม่ 

และจะมีงานสร้าง Virtual Machine หรือ Service อื่น ๆ ที่ได้ Order มาจาก Sales เพื่อส่งมอบให้ทันตามความต้องการของ Sales

11:31 - 12:30 พักกลางวัน บางทีก็อาจจะต้องรับงานแก้ปัญหาจากลูกค้า แล้วแต่ว่าจะกินข้าวตอนไหน แต่ว่าเวลา Standard คือตอนนี้

12:31 - 18:00 กลับจากพักกลางวันมาทำงานต่อ ก็ยังคงเป็นงานลักษณะเดียวกับช่วงเช้าจนจบงาน

เลิกงาน 18:00 ขับรถกลับบ้าน

18:00 - 6:59 พักผ่อน


Me: แล้วถ้าลูกค้าแจ้งปัญหาเข้ามาหลังเวลาเข้างานต้องทำอย่างไรครับ?

Sys: มีการจัดเวรพนักงานให้สับเปลี่ยนกันเป็นกะ แต่ละคนจะได้รับหน้าที่ให้ดูแล (Standby call) สำหรับช่วงกลางคืนไปจนถึงเช้าของอีกวันก่อนเวลาเริ่มงาน


Me: หน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำอย่างที่บอกทุกวันเลย? มีวันที่พิเศษ หรือแปลกไปจากวันอื่นมั้ย?

Sys: ก็มีบ้าง แต่ก็จะเหมือน ๆ กัน จะมีวันที่ต้องทำหน้าที่อื่นบ้าง เช่น มีประชุมกับทีมอื่น ๆ เพื่ออธิบาย Resource การใช้งาน เสร็จแล้วก็มาวางแผนว่าต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง

อาจจะต้อง Update Version ของโปรแกรม, ติดตั้งระบบทั้ง Infra ของตัวเอง และของลูกค้าให้รองรับกับความต้องการของลูกค้า

บางทีเจอปัญหาที่เจอบ่อย ๆ ก็ต้องเอาที่ประชุม แล้วหาแผนการ Change เพื่อแก้ไขปัญหา ก็ต้องวางแผนและทำการบ้านกัน


Me: มีอะไรจะฝากบอกสำหรับคนที่สนใจจะทำตำแหน่ง Systems Engineer บ้างมั้ยครับ?

Sys: ก็ทำหน้าที่ให้ได้ตาม Job Description หรือถ้ามีอะไรที่ช่วยลดระยะเวลาการทำงาน แล้วประสิทธิภาพการทำงานยังดีอยู่ ก็ควรทำ เพราะจะได้เอาเวลาที่มีไปพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติม เนื่องจากระบบ IT เปลี่ยนแปลงทุกวัน ถ้าช้าจะทำให้ตามไม่ทัน ทุกอาชีพถ้าตั้งใจทำ แน่นอนว่าต้องออกมาดีเสมอ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับการสัมภาษณ์สั้น ๆ ของเราใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ


หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

15 เมษายน 2020

สวัสดีชาว IT ผู้ที่ WFH (Work from home) ทุกท่าน สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ WFH ก็ไม่ต้องน้อยใจนะครับ ระวังตัวเอง ดูแลสุขภาพด้วยครับ วันนี้จะมาแนะนำกันในหัวข้อ Terminal Server VS VDI

เราจะนำทั้ง 2 รูปแบบของการใช้งานผ่านทางไกล (Remote) มาเปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสียกัน เพื่อที่จะให้ชาว IT อย่างเรา ๆ ได้เลือกใช้ Solution ที่เหมาะสมกับบริษัทหรือหน่วยงานของเรากันครับ ก่อนอื่นเลย เรามาดูนิยามของแต่ละตัวกันก่อนครับ

Terminal Server - หรือชื่อใหม่ที่ IT หลาย ๆ ท่านคุ้นเคย ก็คือ Remote Desktop Services (RDS) เป็น Feature ที่มีมาให้ใน Windows Server ตั้งแต่ Version NT 4.0 มาจนถึงปัจจุบัน

ทำหน้าที่เป็น Host ในการที่จะให้ Client หรือ User สามารถ Remote เข้ามาใช้งาน Infrastructure ของ Terminal Server เพื่อที่จะสามารถไปใช้งานส่วนอื่น ๆ ได้เช่น (File Server, Database, Application) ก่อนจะแนะนำวิธีการ Download ขอนิยามความหมายของศัพท์ดังนี้ เพื่อให้เข้าใจเป็นหน้าเดียวกันนะครับ

Client หมายถึงผู้ใช้งานทั่วไป มีคอมอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน

User หมายถึง User ที่ใช้สำหรับการ Remote

Admin หมายถึง ผู้ดูแล Terminal Server

วิธีการ Remote สามารถทำได้ผ่าน Application basic ของ Windows ทุกเครื่องนั่นก็คือ "Remote Desktop Connection" โดยทางผู้ดูแล Terminal Server จะต้องเป็นผู้สร้าง User ให้กับ Client ก่อนที่จะใช้งานได้

หลังจากที่ Client remote ไปยัง Terminal Server แล้วจะพบกับ Application ที่ทาง Admin เป็นผู้ติดตั้งให้ โดย Application ที่ User จะสามารถใช้งานจะเหมือนกันทุก User เนื่องจากทาง Admin จะต้องติดตั้ง Application ที่ User จะใช้งานลงไปที่ Terminal Server ก่อน

สำหรับสิ่งที่ทาง Admin ต้องเตรียมในการจะใช้งาน Terminal Server ได้แก่

  1. Infrastructure ที่รองรับการติดตั้ง Windows Server โดยจะต้องมี CPU, RAM และ Hard disk เพียงพอที่รับ Load ของ Client ทั้งหมดที่เข้ามาใช้งานได้
  2. Remote Desktop Services License (RDS License) เป็น License ที่ต้องมีไว้ตามจำนวน User ที่จะใช้งาน Remote อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cloudhm.co.th/community/blog/remote-desktop-cals/
  3. SSL-VPN มีไว้เพื่อเพิ่ม Security ในการใช้งาน เป็นการกรองว่าเป็น User จริง ๆ ในบริษัทหรือองค์กรที่เข้ามาใช้งาน อีกนัยนึงก็คือทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้นหากพบการโจมตี หรือ ข้อมูลรั่วไหล

ข้อดีของ Terminal Sever มีอะไรบ้าง?

  1. ลดการติดตั้ง OS และ Software ใน Desktop หรือ Laptop 
  2. Software ที่ใช้งานจะเป็น Version เดียวกันหมด Admin เป็นผู้ดูแลการ Update Client ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
  3. ข้อมูลทั้งหมดเก็บไว้ที่ Server

ข้อเสียของ Terminal Server มีอะไรบ้าง?

  1. Share Environment - หาก User ใดมีการใช้งาน Resource สูง จะทำให้ User อื่นได้รับผลกระทบในการใช้งาน เช่น ใช้งานช้า
  2. Software - บาง Software ไม่ได้ Design ให้ใช้งานกับ Windows Server เช่น โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมตัดต่อเสียง, โปรแกรมตัดต่อรูปภาพ
  3. Video and Sound - หากเป็นงานที่ต้องใช้เสียงกับวิดีโอ Windows Server จะมีปัญหาในการใช้งานเนื่องจากไม่รอบรับระบบภาพและเสียงโดยสมบูรณ์
  4. VPN - ต้องใช้ VPN ก่อนจะเข้าไปใช้งาน เพิ่มความยุ่งยากให้ User
  5. ต้องสลับหน้าจอไปมา ถ้าจะดู Video และไฟล์ที่มีเสียงต่าง ๆ
  6. RDS License ต้องซื้อ License ตามจำนวน Client ที่ใช้งาน 
  7. ถ้า Server เสีย Client จะใช้งานไม่ได้
  8. Connectivity ถ้า Client มีปัญหาเรื่อง Internet จะทำให้กระทบการใช้งาน


VDI - ย่อมาจาก Virtual Desktop Infrastructure เป็นเครื่องแม่ หรือเครื่องกลาง (Host) ให้กับ Desktop ย่อยหลาย ๆ เครื่อง โดยใน Environment ของ VDI สามารถระบุ OS ที่จะมา Run ได้ โดยสั่ง Deploy จาก Image ที่มี สิ่งที่ Admin ต้องทำคือ สร้าง User ให้กับ Client และกำหนดสิทธิ์ว่าจะให้ Client ใช้งานได้ในลักษณะใดได้บ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือ เวลา Client Login ด้วย User มาใช้ VDI ก็เหมือนตัวเองได้คอมมาใช้งานอีกเครื่องนึงโดยที่ไม่ต้องซื้อคอมใหม่

VDI จะแตกต่างจาก Terminal Server ตรงที่ Admin สามารถกำหนด Resource ให้แต่ละ User ได้ เช่น User กลุ่มนี้เป็นแผนกการเงินและบัญชี ให้ติดตั้ง Software เช่น Microsoft office, Expressอีกกลุ่ม User เป็นแผนก Marketing ให้ติดตั้ง Adobe Photoshop หรือ Application อื่น ๆ ที่ใช้งาน Graphic เยอะ เป็นต้น

จากตัวอย่างด้านบนทำให้ VDI ได้เปรียบ Terminal Server ตรงที่สามารถทำงาน Graphic ได้ และสามารถเล่น Sound ได้ เพราะ VDI ทำมารองรับให้ Client ที่ใช้งานเหมือน Desktop ทุกประมาณ อ้างอิงจากชื่อคือ Virtual Desktop

รวมไป Software ที่ Support ได้ครอบคลุมกว่า Windows Server เพราะ VDI สามารถติดตั้ง Window 7/10 ได้

การใช้งานก็ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้อง VPN ก่อนการใช้งาน เพียงแค่ใช้งานผ่าน Web browser หรือ Application ก็สามารถ Login เข้าใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับ User ทั่ว ๆ ไป

ข้อดีของ VDI มีอะไรบ้าง?

  1. Dedicated Environment - User จะได้รับ Resources ที่เหมาะสมต่อหน้าที่ของตัวเอง
  2. Software ที่ User ใช้งานจะได้รับไม่เหมือนกันตามแผนกหรือหน้าที่ของตัวเอง
  3. สามารถเล่นเสียงและ Video ได้ ทำให้ใช้งานด้าน Graphic ได้
  4. การเข้าใช้งานไม่ยุ่งยาก เข้าใช้งานผ่านทาง Web Browser ได้
  5. ไม่จำเป็นต้องมี PC หรือ Laptop ที่มี Spec สูง ขอให้ใช้งาน Web Browser ได้ก็พอ เพราะ Resources ทุก ๆ อย่างจะไปหนักที่ปลายทางเป็นส่วนใหญ่

ข้อเสียของ VDI มีอะไรบ้าง?

  1. ต้องจัดการจุกจิกเกี่ยวกับ Software ของแต่ละแผนกที่แตกต่างกัน
  2. ถ้า Server เสีย Desktop จะพังทั้งหมด (ต้องทำ HA กับ Server เพิ่ม ถ้าจะป้องกันความเสี่ยง)
  3. Connectivity ถ้า Client มีปัญหาเรื่อง Internet จะทำให้กระทบการใช้งาน

สรุปข้อแตกต่างให้ตามตารางดังนี้ครับ

สำหรับการเลือก Solution สามารถหยิบข้อแตกต่างทางด้านบนมาพิจารณาเปรียบเทียบได้นะครับ หากใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

7 เมษายน 2020

สวัสดีครับ ชาว IT ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งการทำ Backup ไว้ ก็มีสำคัญนะครับ

วันนี้ผมจะมาแนะนำ Backup Software ยอดนิยมที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย 2 ตัว ได่แก่ Acronis และ Veeam นะครับ หลาย ๆ ท่านอาจจะเลือกไม่ถูกว่า Software ตัวไหนน่าใช้กว่ากัน วันนี้ผมจะมาแนะนำให้ทุกท่านนะครับ

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับ Software แต่ละตัวกันก่อนครับ 

Acronis - เป็นบริษัทสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา Software สำหรับ Backup On-Premises (Physical Server), Cloud Backup และทำ Secure file access เหมาะสำหรับลูกค้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ใช้งานที่บ้าน เช่น ทำ Backup Laptops, NAS หรืออื่น ๆ ไปจนถึงการ Backup ใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นของธุรกิจขนาดเล็ก, กลาง และ ใหญ่ โดยมีรายละเอียด Product ดังนี้ครับ

สำหรับการใช้งานที่บ้าน หรือ Home Office

  1. Acronis True Image - Software ที่ใช้ในการ Backup ทั่วไป (ตัวนี้คนทั่วไปนิยมใช้)
  2. Acronis Disk Director - เป็น Tool ที่ช่วยในการจัดการเรื่อง Disk ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Drive, การเพิ่มขนาด Drive, การ Clone Drive และการเปลี่ยน Type ของ Disk
  3. Acronis Revive - ใช้กู้ไฟล์ที่ถูกลบ หรือทำให้เสียหาย
  4. Acronis VSS Doctor - ใช้ตรวจสอบปัญหาในการ Backup จาก Shadow Copy ใน Windows

สำหรับ Enterprise Product

  1. Acronis Cyber Backup - Software ที่ใช้ในการ Backup สามารถติดตั้งได้ 2 แบบ  ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งที่ On-Premise หรือติดตั้งบน Cloud (Acronis Datacenter) Cloud HM  มีให้บริการ สำหรับบน Cloud
  2. Acronis Monitoring Service - เป็น Tool สำหรับใช้ Monitor ระบบไม่ว่าจะเป็นทั้ง On-premise และ Cloud
  3. Acronis Snap Deploy - ใช้ Install software ได้หลายเครื่องพร้อม ๆ กัน ลักษณะคล้าย ๆ การ Clone แบบ Ghost ในร้านเกม
  4. Acronis Disk Director - เป็น Tool ที่ช่วยในการจัดการเรื่อง Disk ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Drive, การเพิ่มขนาด Drive, การ Clone Drive และการเปลี่ยน Type ของ Disk
  5. Acronis Cloud Storage - ให้เช่า Cloud Storage โดยจ่ายเป็น Subscription
  6. Acronis Disaster Recovery Service - ใช้ทำ DR Site ปลายทางเป็น Datacenter ของ Acronis ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก
  7. Acronis Files Advanced - เป็น Fileshare as a service ลักษณะคล้าย ๆ Dropbox หรือ GoogleDrive
  8. Acronis Files Connect - เป็น Tool ในการ Transfer file จาก Mac ไป Windows หรืออุปกรณ์ NAS ได้ง่ายขึ้น
  9. Acronis MassTransit - เป็น Service ที่ใช้ฝากไฟล์ การใช้งานจะเป็นรูปแบบ Web-based service คลิกเพื่อ Upload file ไปใน  Server และส่งอีเมลไปแจ้งปลายทางโดยแนบ Link สำหรับ Download ไปให้

จะสังเกตได้ว่า Acronis มีการแบ่งแยก Product ทั้งแบบ Home use และ Enterprise ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการใช้งาน


Veeam - เป็นบริษัทสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์อีกเช่นเดียวกัน มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา Software สำหรับ Backup และ Disaster recovery ซึ่ง Product ที่มีก็ค่อนข้างหลากหลายเช่นเดียวกัน Acronis โดยจะไล่ตอบโจทย์ ลูกค้าในระดับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ มี Product ดังนี้ครับ

Backup & Recovery

  1. Veeam Availability Suite - เป็น Package ที่รวมเอา Veeam Backup & Replication (ซื้อได้ไม่จำกัด License) และ Veeam ONE เข้าไป
  2. Veeam Backup & Replication - เป็น Software หลักที่เป็นตัวชูโรงของ Veeam ใช้ในการทำ Backup และ DR
  3. Veeam Agent - เป็น Software ที่ใช้ในการ Backup ด้วยการใช้ Agent ไปติดตั้งที่ Server หรืออุปกรณ์ที่ต้องการ Backup

Orchestration & BC/DR

  1. Veeam Availability Orchestrator - เป็น Tool ที่ใช้สำหรับจำลองการทำ DR

Monitoring & Analytics

  1. Veeam ONE - เป็น Tool สำหรับใช้ Monitoring ระบบใช้ได้ทั้ง On-Premise และ Cloud
  2. Veeam Management Pack for System Center

Service Providers Products

  1. Veeam Availability Console Free - เป็น Tool ที่ใช้ทำเช็ค Resource, ตรวจสอบ Error และการทำ Billing 
  2. Veeam Cloud Connect for Service Providers (Cloud HM มีให้บริการอยู่)

Backup for Small Business

  1. Veeam Backup Essentials - เป็น Package ที่รวมเอา Veeam Backup & Replication (มีการจำกัด Licenses) และ Veeam ONE เข้าไป

สำหรับ Veeam Service ที่มีจะค่อนข้างเจาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ แต่จะมี Software เพียงตัวเดียวที่เป็นตัวหลักในการใช้งาน คือ Veeam Backup & Replication แล้วที่เหลือก็จะใส่ License เข้าไปเพื่อให้มี Feature เพิ่ม

ฉะนั้นจะให้มาเปรียบเทียบ Acronis กับ Veeam โดยไม่อ้างอิง Product กันก็จะดูไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่ เพราะจุดขายก็ต่างกัน ผู้เขียนเลยจะขอหยิบ Product ของแต่ละเจ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาเทียบเคียงกัน (เทียบเคียงแค่เฉพาะกรณี Backup เท่านั้น) นั่นก็คือ

Acronis Cyber Backup จากค่าย Acronis กับ Veeam Backup & Replication จากค่าย Veeam

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

17 มีนาคม 2020

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ สำหรับวันนี้ผมจะมาเจาะลึกหลักการทำงานของ Veeam หลังจากที่เราอธิบายถึงการคิด License ไปใน Blog ที่แล้วนะครับ

Veeam เป็น Software ที่เริ่มแรกทำมาเพื่อใช้งาน Backup สำหรับ Virtual Machine โดยเป็นการเล่นคำจาก คำว่า VM (วีเอ็ม) แต่ออกเสียงเร็ว ๆ เป็น Veeam (วีม) นั่นเองครับ

ขอเข้าประเด็นเรื่องความหมาย และหลักการทำงานเลยนะครับ

Backup - หลาย ๆ ท่านเข้าใจความหมายของ Backup อยู่แล้ว คือการสำรองข้อมูล แต่ Backup ทั่ว ๆ ไป จะทำเป็นแบบ File-level ฺBackup เป็นส่วนใหญ่ คือ การสำรองข้อมูลระดับไฟล์ ตัวอย่าง Software เช่น Google Drive, Dropbox หรือ OneDrive ใช้พื้นที่ในการสำรองข้อมูลไม่มากนัก ซึ่งหากนำมาใช้ในการ Backup ระบบการทำงาน เช่น Server ก็อาจจะ Restore (กู้คืนข้อมูล) ได้ช้ากว่า อีกแบบ คือ Image-level Backup แทนที่จะเลือก Backup เป็นไฟล์ข้อมูล Backup ชนิดนี้จะใช้การ Snapshot ทั้งเครื่องแทน ซึ่งในเครื่องก็จะมีไฟล์ทั้งหมดอยู่ในนั้น โดยจะเก็บข้อมูลอยู่ในรูป Image ไฟล์ แต่จะใช้พื้นที่ในการเก็บ Image เยอะกว่าแบบ File-level Backup ข้อดีคือมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากกว่า

Veeam ใช้เทคโนโลยี Backup แบบ Image-level ในการ Backup VM ด้วยโปรแกรม Veeam Backup & Replication 

รูปแบบการ Backup ที่นิยมทำกัน คือ

Onsite Backup - เป็นการสำรองข้อมูลจาก VM ไปเก็บเป็นไฟล์ Backup ไว้ที่ VM หรือ Repository ที่อยู่ภายใน Site เดียวกัน

Offsite Backup - เป็นการสำรองข้อมูลจาก VM ไปเก็บเป็นไฟล์ Backup ไว้ที่ VM หรือ Repository ที่อยู่ต่าง Site เช่น Branch สาขาต่างจังหวัด หรือ เก็บไว้บน Cloud Provider เช่น Cloud HM

หลักการในการ Backup ของ Veeam

Veeam จะ Copy ข้อมูล Image ของ VM ที่ Backup ที่ระดับ Block โดยการทำ Snapshot ซึ่ง Image ที่ได้มา จะสามารถ Restore ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  1. Restore เป็น VM ขึ้นมาชั่วคราว
  2. Restore ทับ VM เดิม
  3. Restore ระดับ Folder กับ File

ขยายความเพิ่มเติม จากที่ได้กล่าวไปทางด้านบนว่า Veeam Backup & Replication ทำขึ้นมาสำหรับระบบ Virtualization และ ใช้ Imaged-base Backup ทำให้ Veeam ไม่ต้อง Install Agent ลงไปใน OS ของ VM เพื่อที่จะเอาข้อมูลจาก VM นั้น ๆ

วิธีการ คือ Veeam จะสั่งให้ Hypervisor (VMware หรือ Hyper-V) ทำการ Snapshot VM ที่ต้องการ Backup ซึ่ง VM Snapshot ก็คือ Copy ของ VM ณ ช่วงเวลานั้นที่มีข้อมูลของ VM ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นค่า Config ต่าง ๆ, OS, ข้อมูลภายใน และ System พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำ Snapshot เพื่อ Copy ข้อมูลจาก Snapshot ไปทำเป็น Backup โดย Veeam จะ Copy ข้อมูลของ VM จาก Datastore ที่ระดับ Block เมื่อได้รับข้อมูลก็จะทำการ Compress (บีบอัดข้อมูล) และ Deduplicate (ลดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน) ทำให้ไฟล์ Backup มีขนาดที่เหมาะสม โดยจะมี Backup Repository เป็นโกดังปลายทางในการเก็บไฟล์ Backup ที่ถูกแปลงเป็นไฟล์นามสกุลที่ Veeam กำหนด

Veeam จะใช้วิธีการแยก Backup task โดยการทำเป็น Job

ในการทำ Backup จะต้องตั้งค่า Backup Job ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าจะ Backup เมื่อไหร่, Backup อะไร, Backup อย่างไร, Backup จากที่ไหนไปที่ไหน

ในหนึ่ง Backup Job จะ Backup แค่ VM เดียว หรือหลาย ๆ VM ก็ได้ และสามารถตั้งค่าให้ Backup อัตโนมัติตามตารางเวลาที่ต้องการ หรือจะกด Manual มือก็ได้ครับ

โดยในครั้งแรกที่ทำการ Backup Job นั้น Image file ที่ได้จะเป็น

Full Backup - ขนาดไฟล์ Full Backup ที่ได้จะมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีการบีบอัด และลดการซ้ำซ้อนของข้อมูลแล้ว

ส่วนในครั้งถัด ๆ ไป Backup ที่ได้จะเป็นแบบ

Incremental Backup - ขนาดไฟล์จะมีขนาดลดลง เนื่องจากเป็นส่วนต่างของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเปรียบเทียบกับ Full Backup

การที่สามารถ Backup แบบ Incremental ได้นั้น เนื่องจาก Veeam สามารถอ่านข้อมูลในระดับ Block ได้ จึงมองเห็นส่วนของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป และดึงเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงมาเท่านั้น ทำให้ Process Backup ได้ไวกว่าแบบ File-based Backup ครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนทำ Backup

  1. Hard disk หรือ Storage ที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเก็บไฟล์ Backup
  2. ความเร็วของ Network ที่เพียงพอ หากเป็น Offsite Backup เนื่องจากต้องส่งข้อมูลผ่านทาง Network โดยสามารถคำนวณความเร็วได้จาก https://www.cloudhm.co.th/community/it-calculator/file-transfer-rate-converter/

Replication - แปลเป็นไทยว่า "การทำซ้ำ" Replication จะต่างจาก Backup ตรงที่ Backup จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบไฟล์ แต่ Replication จะเป็นการ Copy VM ทั้งหมดขึ้นมาอีกชุดนึง และเก็บอยู่ในรูปแบบ VM ที่สามารถเปิดใช้งานได้ในทันทีบน Hypervisor (VMware หรือ Hyper-V) โดยสิ่งที่ต้องเตรียมคือ Resource พื้นฐาน จองไว้สำหรับ VM ไม่ว่าจะเป็น Host, Storage และ Network

การทำ Replication ก็เหมือนกับการ Clone VM เพิ่มอีกชุดนึง 

การ Replicate จะมี RTO ที่ต่ำ พร้อมที่จะใช้งานได้ทันที เหมาะสำหรับ VM ที่สำคัญมาก ๆ

รูปแบบ Replication ของ Veeam ที่นิยมทำกัน คือ

Onsite Replication คือการ Replicate VM อีกชุดนึงไว้ใน Site เดิม หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า High Availability (HA)

Remote (Offsite) Replication คือการ Replicate VM ไป Site อื่น ๆ  เช่น Branch หรือ Cloud เป็นการทำ Disaster Recovery (DR)

หลักการในการ Replication ของ Veeam

หลักการในการทำจะคล้ายกับ Backup โดย Veeam จะทำการ Snapshot VM ที่ต้องการจะ Replicate หลังจากนั้นจะทำการดึงข้อมูลจาก Snapshot ไปสร้างเป็น VM ใหม่ที่ปลายทาง

จะมีข้อดีกว่าการ Clone เครื่อง ตรงที่เราสามารถ Replication ส่วนต่างมาได้เรื่อย ๆ 

ในการทำ Replication ครั้งแรกจะเป็นการทำ Full Replication หรือนำข้อมูลมาสร้างเป็น Replica VM (VM ที่เกิดมาจากการ Replication)

ในครั้งถัด ๆ ไป Veeam จะ Replicate ข้อมูลส่วนต่าง (Incremental) ไปยัง Replica VM โดยจะอยู่ในรูปแบบของ Snapshot ใน Replica VM

เช่นเดียวกันกับ Backup

Veeam จะใช้วิธีการแยก Replication task โดยการทำเป็น Job

ในการทำ Replication จะต้องตั้งค่า Replication Job ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าจะ Replicate เมื่อไหร่, Replicate อะไร, Replicate อย่างไร, Replicate จากที่ไหนไปที่ไหน

ในหนึ่ง Replication Job จะ Replicate แค่ VM เดียว หรือ หลาย ๆ VM ก็ได้ และ สามารถตั้งค่าให้ Replicate อัตโนมัติตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ หรือ จะกด Manual มือก็ได้เช่นกันครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนทำ Replication

  1. CPU - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  1. Memory - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  2. Hard disk - ที่เพียงพอต่อการรองรับ VM
  3. Network - ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้โดยสะดวก หากเป็น Offsite ก็ควรจะคำนวณความเร็วจากต้นทางและปลายทาง เพื่อที่จะนำมาคำนวณระยะเวลาที่ใช้ในการ Replicate

สรุปความแตกต่างของ Backup กับ Replication ให้ตามตารางดังนี้ครับ


สำหรับท่านที่ยังไม่มี Offsite Backup และคิดว่าทำ DR Site เองค่อนข้างแพง ทาง Cloud HM มีให้บริการครับ สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยครับ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ


ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

10 มีนาคม 2020

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแนะนำเงื่อนไขของ Veeam License ในปัจจุบันกันนะครับ สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่รู้จัก Veeam ผมขออนุญาตกล่าว ๆ สั้น ๆ นะครับว่า Veeam เป็น Software ระดับ Enterprise ที่ใช้สำหรับการทำ Backup และการทำ DR Site ครับ

ในบางองค์กรมีการใช้งาน Software นี้กันอยู่บ้างแล้ว วันนี้ผมจะมาอธิบายโครงสร้างและหลักการในการนับ License Veeam นะครับ

Edition

Veeam ใช้ Software ชื่อว่า Veeam Backup & Replication ในการทำ Backup และ Replication แบ่ง Edition ออกเป็น 4 Edition ได้แก่

  • Community - ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  • Standard
  • Enterprise
  • Enterprise Plus

สำหรับความแตกต่าง จะแตกต่างที่ Feature ที่สามารถใช้งาน คลิกดูเพื่อเปรียบเทียบ Edition ได้ที่  https://www.veeam.com/products-edition-comparison.html

สำหรับวิธีคิด License ชนิดใหม่นี้จะเรียกว่า VUL (Veeam Universal License) สำหรับในประเทศไทย จะใช้ได้แค่แบบ Commercial เท่านั้น Public Sector จะเป็นทางฝั่งรัฐบาลของ USA หรือของประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎหมายรองรับใช้ครับ 

ซึ่ง Veeam จะมีชนิดของ Licenses ให้เลือก 2 แบบ คือ Subscription และ Perpetual

Subscription เป็นการเช่าใช้ สัญญาเป็นราย 1 ปี - 5 ปี มี Workload ให้เลือกใช้ดังนี้

  • VMware - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ VMware โดยนับเป็น 1 VM/License
  • HyperV VM - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ HyperV นับเป็น 1 VM/License
  • Server - ใช้กับ Physical Server นับเป็น 1 Server/License
  • Workstation - ใช้กับ Desktop PC หรือ Laptop นับเป็น 1 เครื่อง/License
  • Nutanix VM - ใช้กับ VM ที่อยู่ภายใต้ Nutanix AHV นับเป็น 1 VM/License
  • NAS/File Shares (GB) - ใช้กับ NAS (Network-Attached Storage) หรือ File Share นับเป็น 1 License/250 GB

Addons ส่วนเพิ่มเติม

  • Mission critical VMs - สำหรับใช้งาน Veeam Availability Orchestrator (Software สำหรับทดสอบ DR แบบ Automation) 
  • Office 365 Users - ใช้สำหรับ Backup Office 365 Account โดยนับเป็น 1 VM/License

ขั้นต่ำของจำนวน License ที่ต้องซื้อคือ 10 License โดยสามารถผสม Workload กันได้ เช่น VMware 8 Licenses + Server 2 Licenses มี Package ให้เลือกดังต่อไปนี้

  • Veeam Availability Suite - เลือก Edition + Veeam One เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ ใช้ทำ Backup พ่วงด้วยระบบ Monitoring จาก Veeam One รวมอยู่ด้วย ซื้อได้ไม่จำกัด License
  • Veeam Backup & Replication - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซื้อได้ไม่จำกัด License (เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับองค์กร)
  • Veeam Backup Essentials - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ซื้อ License ได้มากที่สุด 50 License และยังพ่วง Veeam One ไว้ใช้ Monitor ระบบได้ด้วย 
  • Veeam Backup Starter - ได้ Standard Edition ใช้ทำ Backup สำหรับองค์กรหรือธุรกิจขนาดเล็ก ซื้อ License ได้มากที่สุด 20 Licenses

ราคา Package เรียงจากสูงไปต่ำดังนี้  Veeam Availability Suite > Veeam Backup & Replicaition > Veeam Backup Essentials > Veeam Backup Starter

ทุก Package จะได้ License สำหรับใส่ใน Software Veeam Backup & Replication แต่จะต่างกันตรงที่ บาง Package จะมี Limit สูงสุด ที่จะซื้อ License ได้ บาง Package มีระบบ Monitor มาให้

Perpetual เป็นการซื้อขาด สามารถซื้อ MA เป็นระยะเวลา 1 - 5 ปี ได้ โดยนับ Workload จาก CPU Socket (ปลอกที่ใส่ CPU ภายใน Physical Server) ซึ่งขั้นต่ำในการซื้อคือ 2 Sockets โดยมีชนิดของการ Support 2 แบบคือ Production และ Basic ส่วน Package ที่ได้จะแตกต่างจากแบบ Subscription มีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

  • Veeam Availability Suite - เลือก Edition ได้ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ + Veeam One สำหรับใช้ Monitoring ระบบ ซื้อได้ไม่จำกัด Socket
  • Veeam Backup & Replication - เลือก Edition ได้ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซื้อได้ไม่จำกัด Socket
  • Veeam Backup Essentials - เลือก Edition ได้ ใช้ทำ Backup เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ซื้อได้มากที่สุด 6 Sockets และยังพ่วง Veeam One ไว้ใช้ Monitor ระบบได้ด้วย 
  • Veeam ONE - ระบบ Monitoring สำหรับระบบ

สามารถคำนวณราคา Veeam License เพิ่มเติมได้ที่ https://www.veeam.com/pricing-calculator

หากท่านใดสนใจที่จะ Backup หรือ Replication ด้วย Veeam ไปไว้ที่ Site สำรอง เราเป็นตัวเลือกให้คุณได้ เพราะเรามีบริการ Veeam Cloud Connect Backup และ Veeam Cloud Connect Replication พร้อมให้บริการคุณลูกค้า หากสนใจบริการสามารถติดต่อได้ ที่นี่ ครับ ทางเรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

3 มีนาคม 2020

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะเป็นบทความสบาย ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นที่องค์กรหลาย ๆ องค์กร ไม่ได้ให้น้ำหนักความสำคัญในส่วนนี้กันเท่าไหร่

แน่นอนว่าทุกคนต้องได้เคยยินนั่นก็คือ การ Backup และอีกศัพท์นึงที่อาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่คือ การทำ DR Site

Downtime เป็นสิ่งที่องค์กรทุกองค์กรไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะกระทบกับการให้บริการลูกค้า และยังสูญเสียความน่าเชื่อถือได้ ปัญหาหลาย ๆ แบบ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟไหม้, น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ

การเตรียมตัวที่ว่าคือ ต้องมีแผนรองรับกรณีที่เกิดความเสียหาย เรียกว่า Business Continuity Planning หรือ BCP

การที่จะสร้างแผนขึ้นมาได้ จะต้องมีการทดสอบแล้วว่า สิ่งที่จะรองรับความเสียหายเป็นผลลัพธ์ที่ยอมรับได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมา

สิ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ BCP ก็คือ RPTO

RPTO เป็นศัพท์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นการเล่นคำ โดยนำเอา RPO และ RTO มารวมกันครับ

RPO ย่อมาจาก Recovery Point Objective หมายถึง จุดที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ และเป็นการวัดได้ว่าข้อมูลเสียหายไปเท่าไหร่เมื่อใช้ Backup Version ล่าสุดเทียบกับ ข้อมูล ณ เวลาที่เกิดเหตุการณ์ 

เช่น RPO = 24 ชั่วโมง แปลว่าข้อมูลจะสูญเสียหรือเสียหายได้มากที่สุดเท่ากับ 24 ชั่วโมง

RTO ย่อมาจาก Recovery Time Objective หมายถึง ระยะเวลาที่ใช้ในการกู้คืนข้อมูลนับจากเวลาที่เกิดเหตุจนกระทั่ง User สามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ

เช่น ใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา 4 ชั่วโมง, RPO = 4 ชั่วโมง เป็นต้น

หลาย ๆ คน อาจจะสับสน เพราะชื่อดูคล้าย ๆ กัน แต่จุดประสงค์ของ 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในอุดมคติ ค่าที่ดีที่สุดของทั้ง 2 ตัว ควรที่จะเข้าใกล้ 0 ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (RPO น้อยกว่า 1 นาที, RTO ใช้เวลาน้อยกว่า 1 นาที)

แต่ในความเป็นจริง การที่จะทำให้ค่า RPO และ RTO เป็นระดับเข้าใกล้ 0 นั้น จะต้องใช้ระบบที่แพงมหาศาล และอาจจะไม่คุ้มกับที่ลงทุนได้

ทีนี้เราจะใช้วิธีอะไรดีในการประมาณการว่าเราควรจะกำหนด RPO และ RTO อย่างไรดี?


RPO จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่คุณยอมรับได้ว่าสูญหายไป x ช่วงเวลา แล้วจะกระทบกับธุรกิจของคุณน้อยที่สุด

เช่น ถ้าคุณเป็นธนาคาร แล้วข้อมูลหายไป 1 ชั่วโมง = Transaction หายไป 1 ชั่วโมง แบบนี้น่าจะไม่เหมาะสม เพราะจะกระทบกับ User เป็นวงกว้าง

สำหรับคำถามที่คุณถามว่า RPO เท่าไหร่ดี? 

คำตอบ คุณยอมให้ Data loss ได้ระยะเวลามากที่สุดเท่าไหร่?


RTO จะนับจากเวลาที่เสียหายไปจนกระทั่งระบบกลับมาใช้งานได้แบบสมบูรณ์ (ไม่ได้นับจากเวลาที่ทีม IT เริ่มแก้ไขนะครับ)

แล้ว RTO เท่าไหร่ดี?

คำตอบ คุณจะต้องหาเวลา Down ระบบตัวเอง เพื่อทดสอบว่าคุณใช้เวลาในการกู้คืนข้อมูลนับตั้งแต่ระบบเสียหายไปจนสามารถใช้งานได้สมบูรณ์ ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่?


แล้วมี Guideline บ้างมั้ย?

ความจริงแล้วทุกธุรกิจมีความแตกต่างกันแน่นอนว่าระยะเวลาของ RPO และ RTO ย่อมไม่เท่ากัน แต่ละ Application ย่อมใช้เวลาระยะเวลากู้คืนไม่เท่ากัน 

วิธีที่นิยมใช้ คือการแบ่งระดับความสำคัญเป็น Tier 1, 2 และ 3 หลังจากนั้นจะกำหนดค่า RPO และ RTO ให้ล้อกับ Service-level agreement (SLA) ที่ทางองค์กรกำหนด

SLA คืออะไร ? คือข้อตกลงในการรักษาคุณภาพในการบริการ หรือความพร้อมใช้ อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

การจัดลำดับความสำคัญสำหรับ Data Protection เป็นสิ่งที่สำคัญ ควรต้องรู้ว่าควรจะเก็บ Data ไว้ที่ไหน เข้าถึงได้อย่างไร มีการป้องกันแค่ไหน กู้ข้อมูล และอัพเดทข้อมูลอย่างไร กระบวนการวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า Business Impact Analysis (BIA) กระบวนนี้จะช่วยให้มีแผนรับมือปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วน BIA ทำอย่างไร > ตัว BIA เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐาน ISO ที่ทุกองค์กรควรจะต้องมีครับ ถ้าองค์กรคุณมีการทำ ISO สามารถปรึกษา Consult ขององค์กรได้ว่าจะต้องทำอย่างไรครับ

สำหรับตัวอย่างในการออกแบบ BCP สามารถแบ่งได้เป็น 3 Tier

Tier 1 - Mission-critical Application (Application ที่สำคัญมาก ๆ หากเสียหายจะกระทบกับทั้งองค์กร) ต้องการ RTO และ RPO น้อยกว่า 15 นาที

Tier 2 - Business-critical Application (Application ที่มีหากเสียหายจะกระทบต่อธุรกิจ)ต้องการ RTO 2 ชั่วโมง, RPO 4 ชั่วโมง

Tier 3 - Non-critical Application (Application ทั่วไป) ต้องการ RTO 4 ชั่วโมง, RPO 24 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญเลยก็คือ ระดับทั้ง 3 Tier จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ธุรกิจของคุณ ตรงส่วนนี้ก็จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับการทำงานขององค์กรของคุณนะครับ

ทีนี้พอกำหนดได้เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหา Solution ที่จะช่วยให้คุณได้ RPTO ตามเป้าหมายครับ

ทางเราก็มีบริการทั้ง cloudBackup ที่เป็นการสำรองข้อมูล และ cloudDR ที่ให้บริการ Dr Site ที่สามารถช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้ของท่านได้ครับ หากสนใจสามารถติดต่อได้ ที่นี่

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเนื้อหาใน Blog นี้ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ

3 กุมภาพันธ์ 2020

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ Server ไว้ใช้งานกันภายในองค์กรนะครับ คำถามที่มือใหม่ IT หลาย ๆ ท่านสงสัยในใจว่าเราจะซื้อ Server แบบไหนดี ถึงจะคุ้มค่า Blog นี้ผมจะมาแนะนำให้นะครับ มาเริ่มกันได้เลยครับ

เริ่มกันนิยามของ Server กันก่อนเลยนะครับ Server คืออะไร?

Server คือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถที่มากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ Laptop ทั่ว ๆ ไป เหมาะสำหรับที่จะนำไปใช้เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงข่ายเดียวกัน 

Server ถูกทำมาให้รองรับ Workload ที่มาก เหมาะสำหรับติดตั้ง Application ได้หลากหลาย และเพิ่มการทำงานให้ง่ายขึ้น และยังช่วยลด Downtime อีกด้วย เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ทำงานได้หนักได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน แตกต่างจาก PC หรือ Laptop ทั่ว ๆ ไป

Server ยังมีการทำเป็นลักษณะเครื่องมือสำหรับการจัดการด้วย Remote หมายความว่า เจ้าหน้าที่ IT สามารถตรวจสอบ Usage และเช็คปัญหาได้จากสถานที่อื่น เป็นต้น

แล้วเมื่อไหร่ถึงจะรู้ว่าต้องใช้ Server ล่ะ?

1. บริษัทของคุณใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 เครื่องรึเปล่า? -> ถ้าคุณมี Server จะช่วยให้จัดการไฟล์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น มีความเป็นส่วนกลางมากขึ้น

2. พนักงานในองค์กรมีการทำงานนอกสถานที่หรือไม่? -> ถ้าคุณมีพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่, เดินทางบ่อย หรือทำงานที่บ้าน แน่นอนเลยล่ะว่าบริษัทคุณต้องมี Server เพื่อที่จะให้พนักงานสามารถ Remote เข้ามาค้นหาข้อมูลได้ไม่ว่าพนักงานจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

3. พนักงานมีการใช้งานไฟล์งานร่วมกันหรือไม่? -> ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนไม่ว่าจะยุคไหน ๆ งานเอกสารมีความสำคัญอยู่เสมอ หากคุณเก็บไฟล์งานไว้ที่คอมพิวเตอร์ของคุณเองก็มีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย Server จะเป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูลสำคัญขององค์กรที่พนักงานจะสามารถเข้ามาใช้ได้

4. ถ้าไฟล์สำคัญของคุณหาย หรือถูกลบไฟล์ คุณมีสำรองหรือไม่? -> Server สามารถช่วยป้องกันไฟล์สูญหาย หรือไฟล์พังได้ด้วย Backup Server ซึ่งสำรองข้อมูลของคุณ ป้องกันกรณี Server เสียหาย หรือถูกขโมย

5. คุณอยากทำเว็บไซด์แต่ไม่รู้จะเอาไปฝากไว้ที่ไหน? -> Server ช่วยให้คุณจัดการ และพัฒนาเว็บไซด์ของคุณได้ง่าย เนื่องจากสามารถ Run ได้  24/7 แตกต่างจาก PC

ทำไมต้องใช้ Server?

1. ถ้าพนักงานในบริษัทคุณมีการใช้งาน Software ร่วมกัน แน่นอนว่ามี Software แล้วก็ต้องมีการใช้งาน Database แทนที่จะติดตั้ง Software และ Database ไว้ที่คอมพิวเตอร์ของพนักงานคนใดคนนึง สู้ซื้อ Server มาติดตั้ง Application และ Database ให้ทุกคนเข้าใช้งานได้พร้อม ๆ กันดีกว่า และ Workload ก็จะอยู่แค่ที่ Server เท่านั้น 

2. Server เปรียบเสมือนของส่วนกลางของบริษัท ฉะนั้นการเก็บข้อมูลลับ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ควรจะไม่เก็บไว้ที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเราสามารถป้องกันการเข้าถึง Server ด้วยการหา Anti-Virus และตั้งค่า Firewall ในการเข้าถึง Server รวมไปถึงการกำหนดสิทธิ์ให้แก่พนักงานที่สามารถจะเข้ามาดูข้อมูลได้

แล้ว Server ชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ?

Server ที่คุณต้องการขึ้นอยู่กับจำนวน และชนิดของ Application ที่คุณจะใช้งาน คุณต้องรู้ก่อนว่ามีพนักงานใช้งานมากแค่ไหน ตัวอย่างการใช้งาน Application ทั่ว ๆ ไป  เช่น Printer, File sharing พวก Word, Excel การใช้งานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ Server ที่มีความสามารถสูง สามารถเลือกใช้ Server ที่มีราคาถูกได้ ตัวอย่างอีกแบบสำหรับ Application ที่มีการใช้งานหนัก เช่น Database, ที่เก็บรูปภาพขนาดใหญ่ การใช้งานแบบนี้จะใช้การประมวลผลมากกว่า และต้องการ Hard disk ที่เร็ว และความสามารถในการส่งข้อมูลผ่าน Network ก็ต้องเร็วเช่นกัน

วิธีพิจารณา มี 2 ข้อ ดังนี้ครับ

1. ชนิดของ Server ได้แก่ Tower, Rack และ Chassis & Blade

มาดูกันที่ชนิดของ Server ทั้ง 3 แบบนะครับ

Tower Server - เป็นชนิดที่พบได้ทั่วไปในตลาด ราคาพอ ๆ กับ Desktop PC ทั่วไป เหมาะสำหรับใช้งานสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถเลือกจำนวนของ Hard drive และ Processor ที่ต้องการได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีพนักงานน้อยกว่า 25 คน

Spec ที่เหมาะสม

* 1 Processor 2-4 Hard drive

ถ้ามีมากกว่า 25 คน และมีแผนที่จะใช้งาน Application มากขึ้น สามารถเขยิบเป็น

Spec ที่เหมาะสม

* 2 Processor 4-6 Hard drive

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่ T130, T140, T30, T330, T340, T40, T430, T440,  T630 และ T640 สังเกตได้จากคำว่า T ย่อมาจาก Tower นั่นเอง

Rack Server - ลักษณะของ Server จะคล้าย ๆ กับ ช่องใส่แผ่น CD ครับ Server  ชนิดว่าจะช่วย Save พื้นที่ในการติดตั้งบน Rack เหมาะสำหรับบริษัทที่อาจจะมีการเพิ่ม  Space ในภายหลัง, ต้องการความยืดหยุ่นในการหา Server มาใช้กับ Application  ที่เหมาะสม แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกันคือ ต้องมี Storage ภายใน Server

Spec ที่เหมาะสม จะไม่มีเนื่องจากสามารถ Scale ได้ แต่จะเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่ Dell ตระกูล R ทั้งหลาย และตระกูล C ไม่ว่าจะเป็น  C4130, C6525, R230, R240, R330, R340, R430, R440, R540, R630, R640,  R6415, R6515, R6525, R730, R730xd และอื่น ๆ

Chassis & Blade Server - Chassis Server เป็น Server ที่ทำมาเป็นลักษณะคล้าย ๆ กล่องที่มีช่องเสียบ Server ย่อย ๆ ซึ่ง Server ย่อย ๆ ที่ว่าเรียกว่า Blade Server มีลักษณะคล้าย ๆ ดาบ สามารถเสียบเข้าไปในช่องของ Chassis Server ได้ ประโยชน์ของ Server ชนิดนี้คือ ใช้พื้นที่น้อยในการติดตั้งอุปกรณ์ สามารถใช้ไฟฟ้าร่วมกันได้ เนื่องจากขนาดที่เล็ก ทำให้ประหยัดพื้นที่ สิ่งที่จะได้เมื่อใช้ Blade Server คือ

* การประมวลผลที่เร็วขึ้นเนื่องจากมี Server มากขึ้น

* ใช้พื้นที่น้อย เนื่องจากขนาด Server เล็ก

* ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย เพราะ สามารถนำมามัดรวมกันแล้วใช้ Power Supply จาก Chassis Server ได้

* ใช้เวลาน้อย และใช้เงินในการบริหารไม่มาก

Blade Server เหมาะสำหรับธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่ระดับ Enterprise ที่มีการใช้งาน Workload ที่สูง หรือ ธุรกิจทีมีแผนที่จะพัฒนาเป็น Data Center ครับ

ตัวอย่างของ Brand Dell ได้แก่

ตระกูล FC: FC640, FC830

ตระกูล M: M640, M830

ตระกูล C บางตัว: C6320p, C6525

2. Hardware Configuration

Server ใช้สถาปัตยกรรมพื้นฐานเหมือนกับ Desktop PC แต่ความสามารถที่ Server ทำได้มีดังนี้

* สามารถมีได้หลาย Core ใน Processor

* มี Option ในการเพิ่ม Memory เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของ Application

* สามารถเพิ่ม Hard Drive ได้ไว้รองรับสำหรับพื้นที่ทีมีมากขึ้น

* สามารถเลือก Network Card ได้

System board – หรือเรียกกันว่า Motherboard เป็น Main Circuit ที่ทุกส่วนของ Server คุณต้องเชื่อมต่อ

ภายใน System board จะมีส่วนสำคัญหลัก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงคือ Processor หรือ CPU,  Memory, Hard drive controller และช่องสำหรับ Input/Output เช่น Mouse,  keyboard บาง Broad จะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Graphic, SCSI disk controller หรือ Network Interface  

Processor – เป็นส่วนที่เปรียบได้เหมือนสมองของ Server ความเร็ว และจำนวนของ  Processor มีผลต่อความสามารถของ Server และการใช้งาน Application

โดยผู้ผลิตจะมีการพัฒนาอยู่ตลอดทำให้ค่อนข้างที่จะเลือกมาใช้งานยากว่าชนิดไหนจะเหมาะสำหรับ Application ของคุณ สิ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือก Processor มีอยู่ 3 อย่าง หลัก ๆ คือ

Clock Speeds - คือความเร็วที่ Processor สามารถทำได้ โดยปกติจะใช้หน่วยเป็น GHz (กิกะเฮริต) ยิ่ง Server มี Clock speed ที่สูง ประสิทธิภาพก็จะสูงตาม

Core Count - จำนวนของ Physical processor ที่อยู่ภายใน Processor อีกทีนึง Server โดยส่วนใหญ่ จะมี CPU ประมาณ 2 - 4 Core ต่อ Processor จำนวน Core ยิ่งมากยิ่งดีต่อการทำงานหลาย ๆ Task พร้อมกัน เช่น การสเกนไวรัสทำงานอยู่ที่ Core นึง  และ Backup ข้อมูลทำงานอยู่อีก Core นึง

Cache size - ในแต่ละ Processor จะมี Memory อยู่ใกล้ ๆ กับ CPU ถ้าจำนวนของ Cache size มาก จะช่วยแบ่งเบาการรับข้อมูลมาประมวลผลของ CPU ทำให้ CPU ทำหน้าที่ประมวลผลได้ดีขึ้น

Memory - เวลาคุณเปิดไฟล์ หรือเอกสารต่าง ๆ Server จะต้องหาสถานที่ที่เก็บข้อมูลของไฟล์ชั่วคราวในการประมวลผล โดยใช้ Chip พิเศษ เรียกว่า Random-access-memory หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ RAM

การทำงานของมันคือ ไฟล์จริงจะอยู่ Save เก็บไว้ใน HDD ก็ต่อเมื่อคุณกด “Save”

RAM ถูกออกแบบมาให้สามารถเข้าถึงไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว โดยการจำ Location ของไฟล์นั้นว่าถูก Save ไว้ที่ใด หลักการในการเลือก RAM คือ เพิ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะเพิ่มได้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ Server คุณจะสามารถรองรับ Workload ได้มากขึ้น

Storage หรือระบบ Hard Drive - Hard Drive เปรียบเสมือนโกดังเก็บของของคุณ ยิ่งคุณมี Hard disk ที่มีพื้นที่มาก แปลว่าคุณสามารถเก็บข้อมูลของคุณได้มาก ฉะนั้นการเลือกใช้ Storage และ Hard drive ให้คำนึงถึงความจุที่คุณต้องการจะใช้ครับ

Internal Storage - Server จะมาพร้อมกับ Storage ที่เรียกว่า Internal Storage เพื่อให้สามารถใช้งาน Server ได้ทันที แต่ถ้าคุณต้องการที่จะใช้พื้นที่เพิ่ม คุณสามารถหา Storage หรือ Hard Drive มาเติมได้

RAID - Redundant Array of Independent Disks เป็นกระบวนการที่นำเอา Hard Drive จำนวน 2 ตัวขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเปรียบเสมือนเป็น Hard Drive ตัวเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำเพื่อป้องกันโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูล โดยมีการทำหลากหลายรูปแบบ เช่น RAID 0, RAID 1, RAID 5, RAID 10 ซึ่งการทำ RAID แต่ละแบบก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะนำไปใช้อย่างไร วิธีการเลือกซื้อ Storage ก็ควรคำนึงถึง RAID ที่จะทำด้วยเช่นกันครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียคร่าว ๆ ในการเลือกซื้อ Server กันมั้ยครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ: Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว  อาจมีข้อผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมครับ


-- Cloud HM

14 มกราคม 2020

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน จากที่ผู้เขียนเคยได้เขียนบทความ เข้าใจ Windows License ง่าย ๆ จบใน 5 นาที ไปนะครับ วันนี้จะมาเสริมเกี่ยวกับ RDS CALs ที่เป็น License สำคัญอีก License หนึ่งในการใช้งานกับ Windows ครับ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของ RDS CALs เรามาทวนความจำของ License ที่ต้องใช้กับ Windows กันก่อนนะครับ มาเริ่มกันได้เลยครับ


ในการใช้งาน Windows Server จะต้องมี License สำหรับ Server โดยจะมี Edition อยู่ 3 แบบ คือ

  1. Standard Edition 
    1 License จะมีสิทธิ์ในการใช้งานได้ 1 Physical Server และ 2 Virtual Machine และ 2 Cores แต่ Microsoft บังคับขั้นต่ำในการซื้อ License คือ ต้องซื้อ 8 License ขึ้นไปเท่านั้น! แปลว่าหากซื้อตามขั้นต่ำจะสามารถใช้ได้กับ 8 Physical Server และ 16 VM รวมกันแล้วไม่เกิน 16 Cores ถ้าจะใช้ Physical, Virtual Machine หรือ Cores มากกว่านั้น จะต้องซื้อ License เพิ่มเพื่อให้สามารถใช้ Virtual Machine เพิ่มได้
  2. Datacenter Edition
    ตามชื่อเลยคือเหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้ Server เยอะ ๆ ทำเป็นลักษณะคล้าย Datacenter, License ชนิดนี้เหมาะสำหรับจะเอาไปทำเป็น Virtual Datacenter ที่ใช้สร้าง Virtual Machine เพราะสามารถสร้าง Virtual Machine ได้ไม่จำกัด วิธีคิด License นี้จะคิดตาม Core ของ Physical Server ที่เป็น Host ของ Hypervisor 
    (Hypervisor เปรียบเหมือนผู้คุมของ Datacenter ช่วยในการจัดการอุปกรณ์ต่าง ๆ)
  3. Essential Edition
    ใช้กับองค์กรที่มี User ไม่เกิน 25 Users

หลังจากเรามี License สำหรับ Windows แล้ว ถัดมาจะเป็นสิทธิ์ในการเข้าถึง Service ใน Server ซึ่งจะเกี่ยวกับคนและอุปกรณ์แล้วล่ะครับ

ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า

Client Access License (CAL) - เป็น License ที่ให้สิทธิ์ Client ในการเข้าถึง Service ของ Server ได้ Service อะไรบ้าง ก็อย่างเช่น File share, Printing, AD, DNS และอื่น ๆ โดยปกติแล้วยิ่งมี Client มาก คุณจะต้องมี CAL มากตามไปด้วย โดย CAL จะแบ่งแยกออกอีกเป็น 2 ชนิด คือ

User CAL ให้สิทธิ์ User ในการเข้าถึง Service ของ Server ได้จากหลาย ๆ อุปกรณ์ เช่น เข้าจาก Laptop, PC และ Tablet

Device CAL ความหมาย ให้สิทธิ์ Device เช่น Laptop, PC ในการเข้าถึง Service ของ Server (User ใดใช้ก็ได้ แต่ต้องใช้กับ Device นี้เท่านั้น)

Guideline ง่าย ๆ 

User CAL เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

Device CAL เหมาะกับงานที่เป็นกะ หรือใช้อุปกรณ์เดียวกันแต่คนละช่วงเวลา

ถัดมาจะเข้าสู่ License ที่หลาย ๆ คนท่านรอคอยกันแล้วนะครับ RDS CAL นั่นเอง

RDS CALs ย่อมาจาก Remote Desktop Services CALs

ขอเล่าถึงการเข้าใช้งาน Server โดยทั่วไปก่อนนะครับ โดยปกติแล้วการเข้าใช้งาน Server ที่เป็น Windows จะต้องใช้ Service ที่เรียกว่า Remote Desktop ในการเข้าไปใช้งานหน้า Interface Windows ของ Server นั้น ๆ ได้ และสิทธิ์ในการใช้งาน Remote Desktop Service จะถูกกำหนดโดย User ที่เป็น Administrator ของ Windows Server นั้น ๆ Windows Server จะสามารถใช้ Remote Desktop ได้พร้อมกัน 2 Sessions เช่น Administrator และ User1 ถ้า User2 ต้องการใช้ก็จะต้องเตะ Administrator หรือ User1 ออก ซึ่งในบางครั้งการทำงานจะต้องใช้พร้อม ๆ กัน แล้วถ้าต้องการใช้มากกว่านั้นล่ะ RDS CALs จะเข้ามีบทบาทในส่วนนี้ครับ

ถ้าคุณจะใช้ Remote Desktop Service มากกว่า 2 Sessions เป็นต้นไป คุณจำเป็นต้องซื้อ RDS CAL เพิ่มตามจำนวนของ User ที่เข้ามาใช้งานทั้งหมดครับ (นับรวม Admin ด้วยนะครับ)

โดย RDS CALs ก็มีการแบ่งประเภทคล้าย ๆ กับ Server CAL ดังนี้ครับ

RDS Per Device CALs

CALs จะ Assign ไว้กับ Device เช่น Laptop หรือ PC ตัวอย่างการใช้งานคือ คุณจะเข้าใช้งาน Server ได้ต้องเข้าด้วย PC หรือ Laptop เครื่องที่มี CALs เท่านั้น

RDS Per User CALs

CALs จะ Assign เป็นราย User ใน AD ตัวอย่างการใช้งาน เราสามารถจะเข้าใช้งาน Server ด้วยอุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่ต้องใช้ User เราเท่านั้น

เข้าใจเงื่อนไขกันแล้วใช่มั้ยครับ อีกข้อสงสัยที่ทุกคนจะต้องถามแน่ ๆ คือ แล้วเราจะหาซื้อ RDS CALs ได้จากที่ไหนบ้างล่ะ?

RDS CALs มีให้เลือกซื้อได้ 2 แบบคือแบบ Volume และแบบ SPLA (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Volume และ SPLA ได้จาก Link นี้ครับ)

ความแตกต่าง คือ

Volume - ซื้อขาด Upgrade ไม่ได้หากจะไปใช้ Version ใหม่ เช่น คุณมี RDS CALs ของ Window Server 2012 R2 แต่คุณ Implement Windows Server 2016 มา คุณจะใช้ไม่ได้, มีขายเป็นแบบ Package 1 CAL, 5 CAL และ 50 CAL

(สามารถซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายของ Windows เช่น 2Beshop และ Quickserv หรือเจ้าอื่น ๆ ครับ)

SPLA - สามารถใช้ได้กับทุก Version เพราะว่าสามารถ Upgrade ได้ตลอด, ซื้อกี่ CAL ก็ได้ตามจำนวนที่ต้องการ

(หากต้องการใช้ RDS CALs แบบ SPLA จะต้องใช้ Cloud Server กับทาง Cloud HM นะครับ)

สรุปว่าการที่จะทำให้ User สามารถใช้งาน Windows ได้จำเป็นต้องมี 3 Licenses ได้แก่

Server Licenses + CALs + RDS CALs

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียกันไหมครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ 

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ


-- Cloud HM

24 ธันวาคม 2019

Digital Transformation คำที่เป็นที่นิยมใช้มากขึ้นในประเทศไทย ไม่นานมานี้ วันนี้เรามาดูความหมาย และตัวอย่างที่แต่ละอุตสาหกรรมนำไปใช้กันครับ

Digital Transformation เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาเพื่อพัฒนากระบวนทางธุรกิจที่มีอยู่, วัฒนธรรมองค์กร และการประสานงานกับลูกค้าให้ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปในยุค 4.0

ในโลกของทุนนิยม การที่จะหารายได้เข้าบริษัทจะต้องพึ่ง Sales, Marketing และ Customer Service โดย 3 หน้าที่นี้ต้องไปคู่กัน โปรโมทดี, ขายดี และดูแลดี เป็นสิ่งที่เป็น Key Point หลักในการทำธุรกิจอยู่แล้ว ฉะนั้นการพัฒนาฝ่ายขายและฝ่ายสนับสนุนให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เราสามารถ Transform ด้วย Digital ได้ โดยจากแต่ก่อนเรามีการใช้กระดาษ และปากกาในการเขียนบันทึกข้อมูล โอกาสข้อมูลสูญหายจากหลาย ๆ ปัจจัยสามารถเกิดขึ้นได้ ในยุค 20 ปีมานี้มีการพัฒนาขึ้นให้การบันทึกข้อมูลจำพวกเอกสารต่าง ๆ สามารถทำได้ด้วยโปรแกรมเขียนเอกสาร Online เช่น Microsoft Word และ Microsoft Excel แต่ก็ยังคงต้องใช้หมึกในการพิมพ์ออกมาอยู่ดี แต่สังเกตได้ว่าเริ่มมีการบันทึกข้อมูลในรูปแบบดิจิตอลแล้ว ถัดมาสิ่งที่จะช่วยตอบโจทย์ให้ Sales และ Customer Service ทำงานได้ง่ายขึ้นก็คือการช่วยเตือนความจำ โดยการใช้ Software ที่สามารถบันทึกข้อมูลของลูกค้า สินทรัพย์ เอกสารสัญญา หรืออื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค้นหาได้อย่างรวดเร็วด้วย Keywords สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การทำงานทำได้ง่ายขึ้น ลด Human Error เพียงแค่มี Tool มาช่วยครับ ตัวอย่าง Tool การจัดการพวกนี้ที่นิยมในตลาด เช่น Salesforce, Zendesk เป็นต้นครับ

ถ้าบริษัทคุณยังเป็นองค์กรขนาดเล็กอยู่ หรือพึ่งเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ การที่จะทำ Digital Transformation จะสามารถทำได้ง่ายกว่าองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากครับ 

ฉะนั้นเริ่มวางรากฐานตั้งแต่แรกเลยจะทำให้สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตทัดเทียมหรือแซงคู่แข่งกันได้เลยนะครับ

Digital Transformation ยังมีประโยชน์ต่อ Marketing ในเรื่องของการโฆษณาที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ตัวอย่างดังนี้ครับ

ถัดมาเราดูตัวอย่างในแต่ละอุตสาหกรรม ว่าจะนำ Digital Transformation มาใช้ได้อย่างไรกันนะครับ

อุตสาหกรรมการเงิน
ที่มีให้เห็นกันและเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย โครงการนี้เป็นของรัฐบาล นั่นก็คือโครงการ PromptPay ครับ จากที่แต่ก่อนหากจะต้องโอนเงิน เราจะต้องไปที่ Counter ธนาคาร และแจ้งเรื่องกับธนาคารว่าต้องการจะโอนไปปลายทาง มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะธนาคารมีเวลาเปิด-ปิด หากต้องการใช้งานเร่งด่วนก็ไม่สามารถจัดการทันท่วงนี้ในยุคนั้น ปัจจุบันมีหลายธนาคาร มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างธนาคารและต่างสาขาแล้ว ก็ต้องขอบคุณ PromptPay ที่เป็นโครงการนำร่องในการนำ Digital Transformation มาใช้กับอุตสาหกรรมการเงินครับ

อุตสาหกรรมการประกันภัย
ในที่นี้ขอกล่าวถึงเรื่องของประกันรถยนต์ที่น่าจะเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับท่านที่ใช้รถแล้วประสบอุบัติเหตุ และต้องรอเคลม ในการติดต่อแจ้งเหตุกับประกันจะต้องแจ้งผ่านโทรศัพท์ซึ่งค่อนข้างเป็นปัญหา ปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทประกันภัยชั้นนำได้ Transform โดยการทำ Application สำหรับเคลมประกัน สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ได้ และมีรายละเอียดกรมธรรม์ของเรายื่นให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วมาก ๆ ครับ

อุตสาหกรรมการแพทย์
ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุก็จะตามมาด้วยการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น Digital transformation ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญ บาง รพ. ได้มีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยอ่านฟิล์ม X-RAY ให้ช่วยระบุโอกาสของโรคที่จะเป็นได้ ค่อนข้างแม่นยำ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของแพทย์ได้ดีทีเดียวครับ

อุตสาหกรรมการขนส่ง
ทุกท่านสามารถเข้าถึง GPS ได้ง่ายมาก ๆ ในยุคนี้ GPS ที่ทุกคนคุ้นเคยนั่นก็คือ Google Maps หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยใช่ไหมครับ ทุกวันนี้เวลาจะออกจากบ้านหลาย ๆ ท่านจะเช็คการจราจรด้วย Application นี้ เพื่อใช้วางแผนล่วงหน้าในการเดินทาง จากที่แต่ก่อนต้องไปตายเอาดาบหน้า ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าการจราจรจะเป็นอย่างไร 

สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมการขนส่ง บริษัทที่ทำธุรกิจเชิงโลจิสติกส์ สามารถใช้อุปกรณ์ที่ Tracking รถขนส่งของตัวเอง เพื่อใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม เช่น การหาเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะไปยังปลายทาง, เช็ค Location ของรถขนส่ง, ตรวจสอบสถานะ Gas, เช็คข้อมูลของผู้ขับขี่, เช็คประวัติการทำงาน เป็นต้นครับ GRAB และ UBER เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มองเห็นปัญหาของ Taxi และ Disrupt จนเป็น Startup ที่สร้างรายได้ ได้เป็นกอบเป็นกำเลยครับ

อุตสาหกรรมค้าปลีก
หลาย ๆ ท่านที่อยากจะขายของแต่ไม่มีทุนในการเช่าที่ หรือซื้อสถานที่เพื่อทำหน้าร้าน ก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปเนื่องจากสมัยนี้มีการทำ Website ที่ช่วยให้ท่านสามารถมีหน้าร้าน Online เป็นของตัวเอง ธุรกิจ E-Commerce เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ท่านเป็นอย่างมาก ทำให้คนที่มีไอเดียสามารถเริ่มสร้างตัวได้ โดยไม่ต้องใช้ทุนที่สูงมากเหมือนแต่ก่อนครับ

แล้วทำไม Digital Transformation ถึงสำคัญนัก?

จากตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาบทบาทในทุก ๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ การเคลมประกัน การเรียก Taxi ไปจนถึงการซื้อของออนไลน์ เรียกได้ว่ามีการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตทุกช่องทาง ถ้าคุณยังทำธุรกิจแบบเดิม ๆ อยู่ คุณไม่มีทางที่จะสู่กับคู่แข่งที่เค้าเริ่มปรับตัวไปก่อนอย่างแน่นอนครับ แน่นอนว่าลูกค้าต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ที่คุ้มที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งคุณปรับตัวได้ไว ธุรกิจของคุณก็จะได้ไปต่อครับผม

สำหรับหลาย ๆ ท่านที่อ่านมาจนถึงส่วนนี้ อาจจะคิดว่าแล้วมันเกี่ยวกับอะไรกับวงการ IT กันล่ะ จริง ๆ แล้ว เกี่ยวเต็ม ๆ เลยครับ เพราะทุก ๆ อย่างที่กล่าวมาต้องมี IT เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอนเพราะเป็น Digital ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Social Media, E-Mail, Website, Mobile App 3 อันหลังค่อนข้างจะต้องมีผู้ที่มีความสามารถในเรื่อง IT มาเกี่ยวข้องในการสร้างครับ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดขึ้นอยู่กับไอเดียความคิดของแต่ละบุคคลครับ หากใครมีไอเดียดี ๆ ก็สามารถเริ่มทำธุรกิจได้ก่อน ยุคนี้ใครทำได้ไว ทำได้ดี ฐานลูกค้าแน่น ก็เกิดครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ Blog ในครั้งนี้ ผู้เขียนลองเปลี่ยนแนวบ้างเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเบื่อ ๆ กันครับ

ขอบคุณนะครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ถ้ายังอธิบายและวิเคราะห์ได้ไม่ถี่ถ้วน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM