Blog


1 กรกฎาคม 2018

SLA คืออะไร รู้ไหมเอ่ยย?

คำว่า SLA ย่อมาจาก Service Level Agreement หมายความว่า ข้อตกลงในการให้บริการว่าจะทำการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้าตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูกค้าค่ะ

ซึ่งโดยปกติแล้วบริการหลาย ๆ บริการ เช่น Cloud Services หรือ Internet จะมี SLA นี่แหละ ที่เป็นตัวกำหนดการให้บริการหรือเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่า Infrastructure ที่ระบบของลูกค้าใช้งานอยู่ จะมีการ On อยู่ตลอดเวลามั๊ย? ระบบจะล่มไปมั๊ย? นั่นเอง


SLA 99.9% หมายความว่าอะไร?

SLA ที่รับประกันอยู่ที่ 99.9% หมายความว่า ทางเรารับรองว่า Infrastructure ของเรา จะไม่มี Downtime เกิดขึ้นเกิน 43 นาที 12 วินาที ต่อเดือน (คิดเป็นต่อวันคือ จะไม่มี Downtime เกิดขึ้นเกิน 1 นาที 26 วินาที!) และหากในเดือนนั้น มี Downtime เกิด จะมีการชดเชยเป็นจำนวนเงินคืนให้กับคุณ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้


โดย Cloud HM เอง มีการรับประกัน SLA ให้กับลูกค้าอยู่แล้วที่ 99.9% ค่ะ ซึ่งไม่เพียงแค่บริการที่เป็นระดับ Enterprise เท่านั้นนะ เรารวมถึงระบบ DevOps Cloud ที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้เองผ่านหน้าเว็บเลยด้วย (โดยปกติถ้าเป็นจำพวก VPS จะไม่มีการรับประกัน SLA ให้กับลูกค้าค่ะ)


หากใช้บริการของ Cloud HM มั่นใจได้ว่าเราจะรักษาระดับคุณภาพการให้บริการ ให้แก่คุณได้อย่างแน่นอนค่ะ 🙂🙂 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตราฐาน SLA ของเราได้ ที่นี่


หรือหากสนใจใช้บริการ Cloud Server สามารถสมัครและใช้งานได้ทันที

https://www.cloudhm.co.th/products/devops-cloud/


-- Cloud HM

29 มิถุนายน 2018

Command Linux เบื้องต้น ที่สาย Linux ควรทราบ

วันนี้มาดู 12 Command เบื้องต้น ที่ควรจะรู้ในการใช้ Linux กัน
หากใครใช้ Linux ใช้ Mac หรือถ้าใครใช้ Windows ก็สามารถลองใช้ใน Powershell ได้นะ

เริ่มกันเลยย ..

ls
คำสั่งที่ใช้สำหรับแสดงข้อมูลภายใน Directory นั้น ๆ

cd
คำสั่งเปลี่ยน Directory ตัวอย่างเช่น cd/Cloud ก็จะเข้าไปที่ Directory Cloud
cd .. คือย้ายไป Directory ก่อนหน้า

pwd
คำสั่งสำหรับแสดง Directory ปัจจุบัน

man
คำสั่งสำหรับอธิบายการใช้คำสั่งอื่น ๆ เช่น
man ls ก็จะแสดงการใช้งานคำสั่ง ls ออกมา

touch
คำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลง file timestamps รวมถึงสามารถสร้าง file เปล่าได้ เช่น
touch Cloud.txt
จะได้ File ชื่อ Cloud นามสกุล txt ออกมา

mkdir
คำสั่งในการสร้าง Directory (Folder) ขึ้นมา ย่อมาจาก Make directory เช่น
mkdir Cloud
จะได้ Folder เปล่า ๆ ชื่อ Cloud ออกมา

rmdir
ตรงข้ามกับคำสั่งเมื่อสักครู่ คือ ลบ Directory (Folder)

rm
คำสั่งที่ใช้ในการลบ File หรือ Directory เช่น
rm Test.txt
ก็จะทำการลบ File นี้ทิ้งไป

cp
คำสั่งในการ copy ใช้ได้ทั้งกับ File และ Directory เช่น
cp Cloud.txt /home/userCloud
แปลว่า Copy File Cloud.txt ไปไว้ที่ /home/userCloud

mv
คำสั่งที่ใช้สำหรับการย้ายแฟ้มข้อมูลและ Directory รวมถึงการเปลี่ยนชื่อ เช่น
mv Cloud.txt /home/userCloud
แปลว่าย้าย File Cloud.txt ไปไว้ที่ /home/userCloud
mv Cloud.txt CloudHM.txt
แปลว่าเปลี่ยนชื่อ File Cloud.txt เป็น CloudHM.txt

cat
คำสั่งแสดงข้อความใน File เช่น
cat CloudHM.txt ก็จะแสดงข้อมูลใน File นี้ออกมาให้ดู

more
คล้ายกับคำสั่ง cat แต่จะเห็นข้อมูลใน File ได้มากกว่า cat เหมาะกับข้อมูลที่มีความยาวมาก ๆ ซึ่ง cat เอาไว้เทข้อมูลทั้งหมดในไฟล์ออกมาในคราวเดียว ส่วน more ใช้เปิดอ่าน text file ทีละหน้า ตัวอย่างการใช้เช่น
more CloudHM.txt จะแสดงข้อมูลใน File ออกมาทีละหน้า

24 มิถุนายน 2018

10 ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่ควรเรียนรู้ที่สุดในปี 2018

ก่อนอื่นบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่ ภาษาที่ฮอตฮิตที่สุดในตอนนี้นะ

แต่เป็นภาษาที่มีแนวโน้มจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในอนาคต โดยเกณฑ์ที่ใช้วัด มี 4 ข้อ ด้วยกันคือ

  1. เงินดี (ข้อนี้สำคัญที่สุด อิอิ)
  2. ค่อนข้างได้รับความนิยมสูง
  3. มีแนวโน้มที่จะเป็นที่ต้องการในอนาคต
  4. ภาษาเป็นที่เข้าใจง่ายต่อการเรียนรู้และทำงาน

JavaScript

ภาษาหลัก ๆ ที่เป็น Back-end ของการทำ Website ไม่ว่า Front-end ของคุณจะเป็น Angular, React, Ember หรืออื่น ๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ใช้ JavaScript เป็น Back-end ซึ่งน่าจะเวิร์คที่สุดแล้วแหละ

จากผลสำรวจของ StackOverflow’s annual survey นั้น JavaScript ถึง 62.5% เลยทีเดียว


Swift

เห็นคำว่า Swift อย่าคิดถึงรถกันนะคะ ไม่ใช่รถจ้าาาา แต่เป็นภาษาที่ค่อนข้างใหม่ กำเนิดมาจาก Apple นั้นเอง ในปี 2014 ซึ่งหลัก ๆ ของภาษานี้ก็มีไว้เพื่อพัฒนา iOS นั้นแหละ หาก Dev คนไหนที่ชอบการพัฒนา Mobile-app เป็นพิเศษ ภาษานี้คุณไม่ควรพลาดเลยนะ


Python

Python ตอนนี้เป็นภาษาที่ค่อนข้างจะกว้างขวางแล้ว ไม่ว่าไปที่ไหน ก็น่าจะมีผู้ใช้ภาษานี้ทั้งนั้น หากใครเคยเขียน Python มาก่อน จะรู้ว่าเป็นภาษาระดับสูง เหมือนภาษาคนอ่ะ เข้าใจง่าย อ่านง่าย ไม่ยุ่งยากเลย นับว่าเป็นภาษาที่ดีต่อการเริ่มต้นเขียนโปรแกรม


Java

เป็นภาษาที่เรียกได้ว่า แมส มาก 5555 ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นจากภาษานี้ บริษัทส่วนใหญ่เลยยังใช้ภาษานี้กันอยู่ และคาดว่าก็ยังจะใช้ต่อไป ซึ่ง career path ของ Java ก็จะเป็นพวก Back-end developer, Big data developer, Embedded systems engineer หรือ Android developer ถือว่าไปได้หลายแนวทางมากกับภาษานี้


C++

ภาษาเก่าแก่ที่ พัฒนามาจากภาษา C กำเนิดขึ้นในปี 1985 เลยนะ เก่าแก่พอไหมม ระดับใหญ่ ๆ อย่างเช่น Microsoft, Oracle, PayPal และ Adobe ล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลังคือ ภาษา C++ !! คุณจะได้เรียนรู้ว่าคอมพิวเตอร์มัยคุยกันยังไง ทำงานยังไง เข้าใจคอมพิวเตอร์มากขึ้น จำพวก Low-level เช่น การทำงาน การจัดการของ Memory เป็นต้น


Ruby

Ruby เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ใช้ง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก เรียกได้ว่าเป็น เพื่อนแท้ของโปรแกรมเมอร์ เลยทีเดียว 5555 แน่นอนว่าเป็นภาษาระดับสูงเช่นเดียวกับ Python เลยทำให้เข้าใจง่าย อารมณ์เหมือนกับเขียนประโยคภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ เป็น Code เหมาะมากที่จะเป็นภาษาในการเริ่มต้นเรียนรู้ของหลาย ๆ คน คุณจะได้สนุกไปกับมัน


Rust

Rust เป็นภาษา Compiled language เช่นเดียวกับ ภาษา C จึงมักโดนเปรียบเทียบด้วยบ่อย ๆ ทั้งเรื่องของการใช้ และ ประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่ง ภาษา Rust นี้ก็ได้กำเนิดขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่ error ต่าง ๆ ของ ภาษา C ในคนที่เริ่มต้นเรียนภาษาคอม อาจจะค่อนข้าง งง เข้าใจยากหน่อย ๆ แต่เหล่านักพัฒนาที่มีประสบการณ์แล้ว กลับชอบภาษานี้ ! และเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะค่อนข้างเป็นที่ต้องการอย่างมาก


Elixir

เดิมทีภาษา Elixir ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาษา Erlang ผู้พัฒนาบอกว่าเขาชอบภาษา Erlang มาก แต่ว่าเห็นช่องโหว่ของภาษานี้ จึงเกิดภาษา Elixir ขึ้นมา โดยปกติภาษานี้เหมาะสำหรับ Web development ซึ่งแนวโน้มของภาษานี้ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ


Scala

โรงหนังที่เพิ่งจะปิดไปไม่นาน อ่าว ผิด ๆ Scala ในที่นี้ คือ ภาษาที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อ ฆ่า Java (เค้าว่างั้นนะ) ทำลายข้อเสียของ Java ซึ่ง Scala นี้เอาไว้ run บน Java Virtual Machine (JVM) ซึ่งความยิ่งใหญ่ของ Scala นั้นก็คืออ บริษัทใหญ่ ๆ อย่าง LinkedIn, Twitter และ The Guardian ใช้ภาษา Scala อยู่ !   


R

หากใครเป็นสาย Data analysis , Data Scientists ที่กำลังเป็น Trend ในขณะนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้จักภาษา R เพราะ ภาษา R เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ในการใช้เขียนโปรแกรมของสายนี้เลยนะ เพราะว่าจะเหมาะกับ การแสดงกราฟฟิก ภาพต่าง ๆ ในเชิงสถิติ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นเองจ้าา

แอดมินอธิบายคร่าว ๆ เน้อะว่ามีภาษาอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูล, rate เงินเดือน, แนวโน้มต่าง ๆ สามารถไปดูได้ตามแหล่งอ้างอิงที่แอดมินนำมานี้เลยย

เค้าอธิบายไว้ได้ละเอียดมาก ๆ

https://medium.freecodecamp.org/best-programming-languages-to-learn-in-2018-ultimate-guide-bfc93e615b35


หากใครกำลังมองหา Server แรง ๆ ที่เอาไว้ใช้ในการประมวลผลข้อมูล หรือ เขียนโปรแกรมต่าง ๆ

พลาดไม่ได้กับระบบ DevOps Cloud ที่ Cloud HM มาพร้อม NVMe All-Flash เร็ว แรง ราคาถูกกว่าเดิม แน่นอนจ้าา


--Cloud HM

20 มิถุนายน 2018

On-Cloud vs On-Premise แบบไหนดีกว่ากัน?

ระบบทั้งสองแบบไม่ว่าจะเป็น On-Cloud หรือ On-Premise ต่างก็เป็นการใช้งานบนระบบ Server ด้วยกันทั้งคู่ แล้วจริง ๆ แล้วความต่างของ 2 สิ่งนี้คืออะไร? วันนี้เรามาดูให้เห็นภาพกัน

On-Premise คือ ระบบ Server ที่ตั้งอยู่ที่ Site ของคุณเอง โดยต้องลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อทำการเผื่อไว้ให้สามารถใช้ได้ 3-5 ปี ตามที่ Server รับประกันมา นอกจากนี้ก็ต้องทำการติดตั้ง บำรุงรักษา และ Upgrade เองอยู่เสมอ หากครบ 3-5 ปีแล้ว ก็ต้องมาตัดสินใจว่าจะต่อ MA หรือจะซื้อ Hardware ใหม่ (ส่วนใหญ่ก็จะทำการซื้อ Hardware ใหม่ เพราะไม่ค่อยไว้ใจ Hardware ที่อยู่มานานกัน 555) ทีนี้ก็จะกลับไปวนลูปเดิมแล้ว คือ ซื้อ-ติดตั้ง-ดูแล วนไปเรื่อย ๆ

On-Cloud คือ ระบบ Server ที่คุณทำการเช่าใช้กับผู้ให้บริการ Cloud ซึ่งจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน ตาม Resource (CPU, RAM, HDD) ที่ต้องการใช้เท่านั้น โดยผู้ให้บริการะจะเป็นผู้ดูแล Hardware และ Upgrade ให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีปัจจุบันอยู่เสมอ เรียกได้ว่า คุณแค่เพียงใช้งานภายในเครื่อง Server เท่านั้น ภายนอกเราดูแลให้ทั้งหมด หากผ่านไปเพียง 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มใช้งาน Cloud แล้ว ธุรกิจของคุณมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จำเป็นต้องเพิ่ม Resource อย่างทันที จุดนี้เป็นจุดแข็งของ Cloud ที่ทำให้ธุรกิจของคุณสามารถไปต่อได้อย่างไม่มีสะดุด เพราะสามารถเพิ่มได้ทันทีตามที่คุณต้องการ


เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง On-Premise กับ On-Cloud

(source)

เห็นความแตกต่างทางด้านรูปแบบการใช้งานดูแลไปแล้ว อีกจุดสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยในการเลือกใช้งานก็คือ "การลงทุน" ขอยกตัวอย่างภาพง่าย ๆ ด้านบน โดยปกติแล้วทุกคนจะคิดว่าค่าใช้จ่ายในการใช้งาน Server แบบ On-Premise ก็จะมีในเรื่องของ Hardware และ Software เป็นหลัก แต่อย่าลืมว่ายังมีค่าใช้แอบแฝงอีกมากมาย คือ ค่า Implement ระบบ, Maintenance ระบบ, จ้าง IT ดูแลระบบ, Training IT , ค่าไฟค่าแอร์ และยังมีค่า MA ที่ต้องต่อทุก ๆ ปี

หากเปรียบเทียบกับ On-Cloud แล้ว ต้องจ่ายเพียงแค่ค่า Subscribe ต่อเดือน นอกนั้นไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใช้งานได้โลดด แต่! ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงเลยนะ ยังมีอยู่ แต่น้อยกว่าการใช้งานแบบ On-Premise ค่อนข้างเยอะ

จะดีกว่าไหม? ถ้าคุณสามารถใช้เวลาที่มีอยู่นำไปสร้างสรรค์และต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นตามเป้าหมาย และใช้เวลาน้อยกว่าในการจัดการกับ Infrastructure ของคุณ ด้วยระบบ "Cloud"

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุก Server ควรจะใช้ Cloud กันหมดนะ ขึ้นอยู่กับธุรกิจและประเภทของ Server ที่ใช้งานด้วย ว่าเหมาะกับการใช้งานบน On-Premise หรือ On-Cloud ดีกว่ากัน ตรงนี้ต้องลองพิจารณากันเอาเองนะคะ 

หากใครสนใจใช้งาน Cloud Server สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญทาง Live Chat ได้ทันที

ทาง Cloud HM เอง จะมีการให้บริการ Cloud Server 2 รูปแบบด้วยกัน สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับ ความแตกต่างของ Enterprise Cloud กับ DevOps Cloud ก่อนตัดสินใจซื้อได้เลย


--Cloud HM

17 มิถุนายน 2018

ระบบมอนิเตอร์ที่อยู่บน Cloud ดีกว่ายังไง?


ทุกวันนี้คาดว่าหลาย ๆ หน่วยงาน หลาย ๆ บริษัท ก็เลือกใช้งานระบบมอนิเตอร์ที่เรา

❌ ต้องมา Implement มากมายให้ปวดหัว

❌ ต้องซื้อ Hardware เพิ่ม เพื่อลงตัวระบบมอนิเตอร์

❌ ต้องมี cost งอกกับ license ต่าง ๆ ที่แยกกันของพวก Server, Network ต่าง ๆ

แล้วถ้าระบบของคุณพังทั้งหมด งั้นระบบมอนิเตอร์ก็พังไปด้วยสิ ?


วันนี้จะมาแนะนำข้อดีของระบบมอนิเตอร์บน Cloud ที่ Cloud HM ให้บริการอยู่ ชื่อว่า "LogicMonitor" 😎😎

คุณจะไม่ต้องกังวลกับปัญหาเหล่านี้อีกต่อไป!


1. ระบบเดียวก็มอนิเตอร์ได้ทุกอุปกรณ์

โดยปกติระบบมอนิเตอร์ทั่ว ๆ ไป ก็จะแยกหมวดพวก Server, Switch ออกจากกันโดยคิด License แยกกัน ซึ่งระบบ Monitor ที่เราพูดถึงนี้ เพียงแค่ลง Collector ที่ Server หรือ PC ใด ๆ ก็ได้ เพียงเครื่องเดียว ก็สามารถมอนิเตอร์ได้ทุกอุปกรณ์ภายใน Network ของคุณแล้ว เรียกได้ว่าตัวเดียวครบ!


2. รับรู้ได้ทันที หากมีปัญหาเกิดขึ้น

พอมีระบบมอนิเตอร์แล้ว ก็ไม่ต้องรอให้ User โทรมาบ่น โทรมาแจ้งแล้วถูกไหม นอกจากนี้ระบบมอนิเตอร์ของ Cloud HM ยังสามารถส่งแจ้งเตือนให้คุณได้ผ่านทาง Email, SMS และ Call Phone โดยส่งได้ไม่จำกัดปริมาณ! สามารถตั้งตาม % หรืออะไรก็ตามที่ต้องการให้แจ้งเตือนได้เล้ยย (ปกติของที่อื่นก็มีเช่นกัน แต่ต้องซื้อ License เสียตัง เพิ่มเติมนะ)


3. ไม่ต้องมี Hardware เพิ่มเติม

อะ อะ หากใช้ระบบมอนิเตอร์ทั่ว ๆ ไป ก็ต้องมีเครื่อง Server เครื่องนึง ที่เอาไว้ใช้ประมวลผลใช่ไหมหล่ะ ? แต่ระบบมอนิเตอร์ของเรา ไม่จำเป็นเลย สามารถนำไปลงที่เครื่องเก่าของคุณที่มีอยู่แล้วได้เลย โดยที่ไม่กิน resource ของเครื่องคุณเลยนะ โดยตัว Collector (อย่างที่แจ้งไปในข้อก่อน ๆ) จะเก็บข้อมูลอุปกรณ์ที่คุณต้องการมอนิเตอร์ แล้วนำไปประมวลผลให้บน Cloud คุณก็สามารถดูกราฟต่าง ๆ ได้ผ่านหน้าเว็บ Portal เลยจ้า


4. ระบบมอนิเตอร์แยกจากระบบของคุณ

ข้อนี้ข้อสำคัญเลย เพราะ! ระบบมอนิเตอร์ที่ดี จริง ๆ แล้วควรแยกกับระบบหลักของคุณ รึเปล่า? เพราะอะไร เพราะว่า หากระบบหลักของคุณเกิดพัง ใช้งานไม่ได้ขึ้นมา ทีนี้ก็พากันล่มหมด ทั้งระบบหลักและระบบเอาไว้มอนิเตอร์ แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าเกิดอะไรขึ้น? ตัวไหนที่พัง? ดังนั้นระบบมอนิเตอร์ที่ดี ควรแยกจากระบบหลักของคุณนะจ้ะ และที่ดียิ่งขึ้นไปอีก คือ อยู่บน Cloud เลย คุณแค่ทำการมอนิเตอร์เท่านั้น ไม่ต้องดูแลอุปกรณ์ในการมอนิเตอร์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป



--Cloud HM

14 มิถุนายน 2018

เคยเผลอลบ Virtual Server ของตัวเองไปบ้างรึเปล่า


รู้ยัง ❓

DevOps Cloud ของ Cloud HM มีการทำ Backup ให้อัตโนมัติด้วย


เพียงเลือก ✅ Enable Auto Backup ในขณะที่ทำการสร้าง Server

และยังสามารถตั้งเวลาในการ Backup ได้เองว่าอยากให้ทำการ Auto Backup ตอนเวลาใด 🕙


เท่านี้คุณก็ไม่ต้องทำการ Backup เอง ให้ยุ่งยากอีกต่อไป 😍😍


--Cloud HM

10 มิถุนายน 2018

ในยุคดั้งเดิม HDD เป็นเทคโนโลยีแรก ๆ ที่มีการใช้งานกัน

หลังจากนั้นก็ได้มี SSD เข้ามาแทนที่ แต่ SSD นั้นยังใช้ SAS หรือ SATA เป็น Interface Protocol อยู่ (ฟีลแบบว่าเป็นช่องทางในการรับส่งข้อมูล) โดยที่ Protocol 2 ตัวนี้ ได้ออกแบบมาตั้งแต่ใช้งาน HDD ที่เป็นแบบจานหมุนแม่เหล็กแล้วววว นานม๊ากก

ซึ่งสามารถรับข้อมูลได้แค่แบบ Serial (ทีละหนึ่ง) เท่านั้น 🙄🙄


จึงส่งผลให้เกิดปัญหา Bottle Neck หรือว่า คอขวดเกิดขึ้นนั้น เพราะถึงแม้ว่า SSD จะเร็วแค่ไหน แต่ Protocol ที่ใช้ในการรับส่งก็ช้าอยู่ดี ข้อมูลก็ต้องเข้าคิวรออยู่ดีนะจ้ะ


NVMe จึงเป็น Interface Protocol ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ อุปกรณ์จำพวก Flash (SSD) โดยเฉพาะ NVMe นี้จะทำงานแบบ Parallel (คู่ขนาน) ซึ่ง NVMe ได้ถูกออกแบบมาให้มี Queue (คิว) มากถึง 64,000 Queue เลยนะ ! 😲😲 ช่วยแก้ปัญหาคอขวดของ SSD และ SATA ให้หมดไป


แน่นอนว่าประโยชน์ของ NVMe ก็คือ ความเร็ว! ที่ทุกคนต้องการมากที่สุด มาลองดูข้อมูลเปรียบเทียบกันดีกว่า ว่าเร็วกว่า แรงกว่า ยังไงบ้าง?


SAS

read 103 MB/sec

write 96 MB/sec


SSD

read 558 MB/sec

write 532 MB/sec


NVMe

read 2591 MB/sec

write 1544 MB/sec


หากเปรียบเทียบดูแล้วในส่วนของการ Read NVMe จะเร็วกว่า SSD ถึง 5 เท่า ! และเร็วกว่า SAS ถึง 25 เท่า ‼️

และในส่วนของการ Write NVMe จะเร็วกว่า SSD ถึง 3 เท่า ! และเร็วกว่า SAS ถึง 15 เท่า ‼️


รู้แบบนี้แล้ว ยังไม่ย้ายมาใช้งาน DevOps Cloud อีกหรอ?


--Cloud HM

7 มิถุนายน 2018

CDN ย่อมาจาก Content Delivery Network


เป็นระบบเครือข่ายของ Server จำนวนมาก ที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานปลายทางสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้น ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้รวดเร็วที่สุด ‼️


อย่างเช่น เวลาเราเข้า Google จะมีการดึงข้อมูลไปที่ Server ของ Google

ซึ่งทำไมมันโหลดเร็ว ?


ทั้ง ๆ ที่ Google อยู่ที่อเมริกาแหนะ เหตุผลก็เพราะ Google มีการทำ CDN กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้ CDN ที่ใกล้เราที่สุด ส่งข้อมูลมาถึงเราได้รวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากค่า Latency ลดลงมาก


Content ที่ส่งผ่าน CDN ได้นั้นจะมีพวก ข้อความ, รูปภาพ, วิดีโอ (ข้อมูลจำพวกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เป็นต้น


หากใครสนใจต้องการใช้งาน CDN ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ค่ะ 🙂🙂

ทาง Cloud HM กำลังจะเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้


--Cloud HM

3 มิถุนายน 2018

👑 10 ข้อที่ฉันควรรู้ ก่อนเริ่มต้นเป็น Sales 👑


ในโลกของธุรกิจ ตำแหน่ง Sales เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนก็ตาม


แอดมินได้นำข้อคิดจากผู้มีประสบการณ์ทางด้าน Sales

มาฝากหลาย ๆ คนที่สนใจจะทำงานด้านนี้กัน 😚😚


1. การสร้างคุณค่า

ก่อนหน้านี้ฉันเคยต่อต้านการขายของเซลล์เพราะคิดว่าคนพวกนั้นปลิ้นปล้อนและพยายามเอาเปรียบคนอื่น จนตอนหลังฉันเรียนรู้ว่ามันคือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พวกเขาได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ


2. การวิ่งหาลูกค้า

ฉันขายได้ดีมาก เมื่อเริ่มขายในตอนแรก แต่นี่แหละปัญหา มันทำให้เรานิ่งนอนใจในการหาลูกค้าเพิ่ม และความผิดพลาดนั้นก็ตามมาหลอกหลอน เมื่อได้เสียลูกค้าไป 2 ราย ไปพร้อม ๆ กัน ฉะนั้นการที่คุณหาลูกค้าใหม่ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเราอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยแหละ


3. Connection เดียวไม่พอ

เมื่อเริ่มทำงาน ฉันพยายามสร้าง connection กับผู้บริหาร และ ผู้สนับสนุนใหญ่ ๆ หลังจากนั้น เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ฉันได้เรียนรู้ว่าเราควรมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับคนที่ทำงานในด้านนั้น ๆ ของบริษัทที่เราขายให้ด้วย และควรจะมีก่อนที่จะได้งานด้วยนะ


4. ตัดโอกาสที่ไม่มีหวังออกไป

ฉันเคยเสียเวลาไปกับดีลที่ดูน่าจะไม่ได้แทนที่จะไปให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสมากกว่า ถ้าคุณไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับพวกเค้าแน่ ๆ คุณควรรีบออกมาให้ไว


5. โมเดลธุรกิจ

เรื่องของโมเดลธุรกิจ ฉันใช้เวลาและพลังงานไขว่คว้าพวกที่ฉันคิดว่าคือลูกค้าในฝันตอนนั้น แต่เพราะโมเดลธุรกิจของพวกนั้นทำให้เขาโฟกัสไปที่ราคาเป็นหลัก ข้อเสนอของฉันที่เน้น value เป็นหลักเลยไม่สามารถโน้มน้าวพวกเขาได้เลย


6. Presentation ไม่ได้ทำให้คุณได้งาน

ตอนเด็ก ๆ ฉันอ่าน Presenatation เรียกได้ว่า คำต่อคำเลยทีเดียว หลังจากนั้นที่ฉันได้พบกับหัวหน้าที่ดีคนนึง จึงได้เรียนรู้ว่า Presentation ก็สำคัญแหละ แต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าของการอย่างถ่องแท้ ช่วยพัฒนา Solution ของพวกเขาให้สำเร็จได้ และรับผิดชอบจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย


7. ราคาไม่ใช่ตัวตัดสิน

เมื่อก่อนฉันโทษเรื่องราคาทุกครั้งที่เสียลูกค้าไป และพยายามแข่งขันด้านราคามากกว่าที่จะสร้างมูลค่า เมื่อฉันเรียนรู้ที่จะสร้างมูลค่า ลูกค้าก็จะทีแนวทางในการเลือกที่เปลี่ยนไปโดยไม่ได้คำนึงเพียงราคาอย่างเดียว


8. รักษาลูกค้าในฝัน

สิบปีที่แล้วฉันใช้หลักการพื้น ๆ ในการติดต่อลูกค้า ฉันเข้าหาคนพวกนั้น ติดต่อไปทุก ๆ 90วัน แต่ฉันไม่ได้สร้างคุณค่าหรือใส่ไอเดียลงไปเลย หลังจากนั้นฉันเริ่มทำได้ดีขึ้น และพยายามติดต่อลูกค้าทุกสัปดาห์


9. ถ้ามันง่าย คู่แข่งคุณคงได้งานไปแล้ว

ถ้ามันง่าย ใครๆก้ทำได้ คู่แข่งคุณด้วยเช่นกัน คู่แข่งคุณคิดว่าถ้าพวกเขาเป็นคุณคงทำได้ดีกว่าแน่ๆ ฉันเองก็เช่นกัน การช่วยลูกค้าส่วนนึงคือช่วยพวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดภายในซึ่งถ้ามันง่าย คู่แข่งของฉันคงทำไปแล้ว


10. อย่าหายไป ถึงแม้คุณไม่ได้งานนั้น

อย่าหายไปเลยต่อให้ดีลกับลูกค้าไม่ได้ เมื่อฉันลองเช็คข้อมูลดู ลูกค้าที่ปฎิเสธฉันเปลี่ยนดีลเลอร์ไปสองครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา นั่นเพราะเค้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่พวกเขาไม่ติดต่อฉัน นั่นเพราะตอนแรกฉันหายไปเลย และโอกาสของฉันก็หายไปด้วย


--Cloud HM

1 มิถุนายน 2018

ในยุคนี้ ไม่มีใครใช้ SSD ธรรมดา กันแล้วนะ รู้ไหม ‼️

วันนี้จะมาแนะนำให้รู้จักกับ NVMe มาตรฐานใหม่สำหรับ SSD กัน

NVMe คือ มาตราฐานการเชื่อมต่อที่ออกแบบมาเพื่อรับส่งข้อมูลให้กับอุปกรณ์ SSD โดยเฉพาะ และใช้ช่องทางในการรับส่งผ่านทาง PCI Express Bus (PCIe) หากให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ

NVM ย่อมาจาก Non-Volatile Memory คือ สิ่งที่ไว้จัดเก็บมูลในรูปแบบ RAM โดยที่ข้อมูลจะไม่สูญหาย ถึงแม้ว่าจะไม่มีไฟเลี้ยงก็ตามที ในทีนี้ก็คือ SSD นั่นเอง

e หรือ Express คือ การใช้ช่องทางในการรับส่งผ่านทาง PCI Express Bus

ปกติ SSD ที่เราใช้กันนั้น ล้วนใช้การรับส่งข้อมูลในรูปแบบ SATA หรือ SAS แต่ในความเป็นจริง SATA กับ SAS เนี่ย ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับ HDD เท่านั้นเอง ตัว SATA 3.0 สามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 6 Gbps ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงพอกับความเร็วของ SSD แล้ว NVMe นี้จึงได้เข้ามารองรับแทน NVMe ได้รับการพัฒนาให้มีการทำงานด้วยขั้นตอนที่ลดลง หรือก็คือ มี Latency ต่ำลง ส่งผลให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วมากขึ้น

หากเทียบกันแล้ว NVMe จะมีความเร็วกว่า SATA ถึง 5 เท่า และมีความเร็วกว่า HDD ถึง 25 เท่า

ใครสนใจอยากลองใช้งาน Cloud Server บนความเร็ว NVMe SSD

สั่งซื้อบริการได้เลย! https://www.cloudhm.co.th/products/devops-cloud/



ศึกษาข้อมูล NVMe แบบละเอียดได้ที่นี่เลยจ้า

https://www.zolkorn.com/article/what-nvm-express-or-nvme/


-- Cloud HM