Blog


12 พฤศจิกายน 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน วันนี้มาพบกันในช่วงกลางพฤศจิกายน เมืองไทยเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวกันแล้วใช่มั้ยครับ หวังว่าคงช่วยดับร้อนได้มากขึ้นนะครับ โอเครอบนี้มาในหัวข้อที่คาดว่าเทคโนโลยีนี้น่าจะมีการใช้งานเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคตครับ หลาย ๆ ท่านน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วนั้นก็คือ AR และ VR นั่นเอง แล้วมันคือเทคโนโลยีอะไรล่ะ เดี๋ยวผมจะแจกแจงให้เข้าใจกันมากขึ้นนะครับ

มาเริ่มกันที่ AR ครับ

AR ย่อมาจาก Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีที่นำวัตถุ 3 มิติ มาจำลองเข้าสู่โลกจริงของเรา

โดยมีหลักการทำงานคือใช้ Sensor ในการตรวจจับภาพ, เสียง, การสัมผัส หรือ การรับกลิ่น แล้วจะสร้างภาพ 3 มิติขึ้นมาตามเงื่อนไขที่ได้รับ ด้วยการประมวลจาก Software โดยผู้ใช้งานจะต้องมองผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แสดงภาพได้ ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา, จอภาพ, จอ Smartphone หรือ คอนแทคเลนส์ ที่เป็น Hardware

ชนิดของ AR สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้ครับ

  1. Marker-Based - จะใช้วิธีติดตั้งในใบปลิว หรือ วัตถุต่าง ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถดูภาพ 3 มิติได้จากการนำกล้องของ Smartphone ไปส่องที่วัตถุนั้น เช่น กระดาษเปล่าที่เมื่อส่องด้วยกล้อง Smartphone จะเจอข้อมูลแสดงขึ้นมา
  2. Markerless - ผู้ใช้งานสามารถหยิบจับวัตถุมาวางในโลกจริงได้ ผ่าน Application เช่น นำเฟอร์นิเจอร์เสมือนมาวางไว้ที่ห้อง ก่อนจะไปซื้อมาใช้จริง
  3. Location-Based - หากนำกล้อง Smartphone ส่องไปยัง Location-Based AR จะแสดงผลข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ อ้างอิงจาก GPS เช่น แสดงป้ายบอกทาง และ ชื่อถนน

ตัวอย่างการเอาเทคโนโลยี AR ไปใช้

  1. การดูภาพ 3 มิติ จากการเปิดกล้องใน Smart phone ใช้เป็นสื่อการสอนในโรงเรียนได้
  2. แสดงเนื้อหาประกอบในสถานที่จริงนั้น ๆ เช่น เป็นป้ายบอกทาง (ของ Google) หรือ ใช้ในธุรกิจการท่องเที่ยว ตามสถานที่ท่องเที่ยว เช่น พิพิธภัณฑ์
  3. ใช้กับการเล่นเกมส์ ที่เกี่ยวกับ Location เช่น Pokemon GO
  4. ใช้ประโยชน์ในด้านการทหาร เรื่องการซ้อมรบ
  5. ใช้ในงานแสดงศิลปะ โดยให้ความละเอียดที่อ้างอิงจากชิ้นงานจริง
  6. ใช้ในสื่อโฆษณา ในการแสดงสินค้าต่าง ๆ 


Source: https://www.digitalartsonline.co.uk/features/hacking-maker/everything-you-need-know-about-designing-with-augmented-reality/

ต่อกันที่ VR ครับ

VR ย่อมาจาก Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่จำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือนโดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็น โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์ เช่น แป้นพิมพ์, เม้าส์ หรือ ว่าอุปกรณ์ที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เช่น ถุงมือ, รองเท้า เป็นต้น

VR จะไม่มีชนิดแบ่งแยกชัดเจน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้แว่นตา, Smartphone หรือ อุปกรณ์สวมใส่เพื่อใช้ในการเข้าไปสู่โลกเสมือน แต่จะมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยให้สมจริงยิ่งขึ้น เช่น เครื่องจำลองการขยับของรถไฟเหาะจำลอง, เครื่องสร้างการสั่นสะเทือน

ตัวอย่างการเอาเทคโนโลยี VR ไปใช้

  1. ใช้ในการเล่นเกมส์ เช่น เกมส์แนว FPS (จำพวกยิงปืน) จะปืนจำลองให้ถือไปในระหว่างเล่น และ ตัวจำลองการเดินและวิ่งที่ผูกติดตัวเราไว้ คล้าย ๆ กับ Treadmill
  2. ใช้ในการจำลองการฝึกขับเครื่องบินของกัปตัน
  3. ใช้ในการจำลองการฝึกหัดทางทหาร เช่น การกระโดดร่ม โดยจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเป็นชุดกระโดดร่มจริง และ อุุปกรณ์ที่รั้งตัวให้สูงจากพื้น
  4. ใช้ในการสวมเพื่อจำลองห้องที่มีการตกแต่งแล้ว (บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางรายมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการโครงการใหม่เพื่อช่วยให้อ้างอิงจากสถานที่จริงได้ง่ายขึ้น)

Source: https://www.statisticbrain.com/vr-virtual-reality-technology-statistics/

สรุปข้อแตกต่างสั้น ๆ ระหว่าง AR และ VR

AR - เป็นการนำวัตถุเสมือนมาใช้กับโลกแห่งความเป็นจริง

VR - เป็นการจำลองโลกเสมือนแยกออกจากโลกแห่งความเป็นจริง

ความจริงแล้วเทคโนโลยีของทั้ง AR และ VR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ผู้เขียนยกเพียงตัวอย่างที่ส่วนใหญ่จะใช้งานเป็นหลักมาครับ


หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

22 ตุลาคม 2019

สวัสดีครับ ชาว IT ทุกท่าน วันนี้กลับมาพบกับสาระกับเรากันอีกครั้งในช่วงปลาย ๆ เดือนแบบนี้นะครับ ในทุก ๆ องค์กรจะต้องระบบ Backup อย่างแน่นอนใช่มั้ยครับ ถึงแม้ว่าระบบการทำงานหลักจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ แต่การ Backup ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ในหลาย ๆ องค์กรที่อาจจะยังไม่มีระบบ Backup หรือมีระบบ Backup แล้ว แต่ยังไม่ได้จัดสรร หรือ วางแผนในการ Backup ให้ครอบคลุมเหตุการณ์เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น วันนี้เราจะมาพูดถึง 3-2-1 Backup Rule กันนะครับ

3-2-1 Backup Rule คืออะไร?

3-2-1 Backup Rule เป็นข้อความสั้น ๆ ที่ช่วยให้จำได้ง่ายว่าเงื่อนไขในการ Backup ควรจะมีอะไรบ้างถึงจะครอบคลุมการ Backup ที่ควรจะเป็น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันครับ

เดี๋ยวเราจะมาไล่ดูความหมายของแต่ละตัวเลขกัน มาเริ่มกันเลยครับ


3 - มาจาก "ต้องมี Backup อย่างน้อยจำนวน 3 Copy"

แล้วทำไมต้องมี 3 Copy ล่ะ? แค่ 1 Copy ไม่เพียงพอหรอ? 

Primary Backup คือการ Backup ไว้ที่เดียวกับ Production Data มีโอกาสที่จะสูญหายหรือใช้งานไม่ได้ สมมุติว่าโอกาสที่ข้อมูลหลักจะเสียหาย เกิดได้จากอุปกรณ์ที่เก็บ Data เสียหาย มีโอกาส 1%

หรือ 1 ใน 100 ส่วน ถ้าคุณมีเพียง 1 Copy ก็ไม่มีอะไรรับประกันความเสี่ยงของ Data คุณได้ว่าจะเสียหายเมื่อไหร่ จะมีอะไรมารองรับ

แต่ถ้าคุณมี Backup Copy นึง ที่เก็บไว้ที่อุปกรณ์ที่ 2 ความเสี่ยงของคุณจาก 1% ก็จะลดลงเป็น 1/100 * 1/100 = 0.01%

ที่นี้ถ้ามี 2 Copy ความเสี่ยงก็จะลดลงอีกเป็น 1/100 * 1/100 * 1/100 = 0.0001%

จากด้านบน จำนวน Data มีทั้งหมด 3 Copy ได้แก่ Primary Backup + Backup ชุดที่ 2 + Backup ชุดที่ 3

ทำให้ลดโอกาสที่ Data จะเสียหาย เพราะอุปกรณ์แต่ละชิ้น ทำงานของใครของมัน แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงครับ


2 - มาจาก "เก็บ Backup จำนวน 2 Copy ไว้ที่อุปกรณ์แตกต่างกัน"

อ้างอิงจาก 3 Copy ด้านบน ถ้าเราเก็บ Backup ไว้ที่ Storage หรือ HDD ซึ่งทั้งสองชนิด มีโอกาสเสียอยู่ประมาณนึงไม่ช้าก็เร็ว

ถ้ามี Production Data และ Primary Backup ไว้ที่อุปกรณ์เดียวกันจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน

จึงต้องมีทางเลือกในการเก็บ Backup เช่น Primary Backup ปกติจะอยู่ใน Internal HDD ของ Server, Backup ชุดที่ 2 ก็ควรจะอยู่ใน Internal HDD ของอีก Server นึง หรือ อาจจะเป็นอุปกรณ์อื่นที่ถอดออกได้ เช่น NAS, Tape, External Hard drive, CD, DVD หรือแม้แต่ Floppy disk ก็ได้เช่นกัน


1 - มาจาก "เก็บ Backup อย่างน้อย 1 Copy ที่ Offsite"

การที่เราแยก Backup ไว้แต่ละ Server แล้ว ก็ช่วยลดความเสี่ยง แต่ถ้า Primary Data และ Backup Copy อยู่ในสถานที่เดียวกัน แล้วอยู่มาวันนึงปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นระดับ Scale ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ Server ที่เก็บ Primary Data พัง แต่เป็นสถานที่นั้นเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ไฟไหม้, น้ำท่วม, ปัญหาทางการเมือง หรือ อื่น ๆ เราจะไม่สามารถใช้งานหรือกู้ข้อมูลได้เลย

ทำให้เราควรจะมี Backup อย่างน้อย 1 Copy เก็บไว้ที่สถานที่อื่น เช่น บริษัท A มี Primary Data และ Backup ชุดที่ 1 เก็บไว้ที่ HQ บริษัทควรจะมี Backup ชุดที่ 2 ที่ Branch ด้วย

บางบริษัทอาจจะไม่ได้ใหญ่มากถึงขั้นมีสาขาย่อย อีก Option นึงที่ทำได้คือ เก็บไว้บน Cloud (มองว่า Cloud เป็น Branch) ก็มีหลายบริษัทที่ทำแบบนี้

ทาง Cloud HM ก็มีการใช้ในบริการในรูปแบบนี้ ชื่อว่า cloudBackup ครับ

Source: https://helpcenter.veeam.com/docs/backup/hyperv/backup_copy.html?ver=95u4

สรุปการทำ Backup ตาม 3-2-1 Backup Rule

"ต้องมี Backup อย่างน้อยจำนวน 3 Copy"

"เก็บ Backup จำนวน 2 Copy ไว้ที่อุปกรณ์แตกต่างกัน"

"เก็บ Backup อย่างน้อย 1 Copy ที่ Offsite"

3-2-1 Backup rule เป็นอะไรที่ค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายและใช้ได้กับทุกชนิดฐานข้อมูล ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเล็กหรือใหญ่ จะเป็น Physical Server หรือ Virtual Server

หากนำ Rule นี้ไปใช้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับองค์กรของคุณให้เดินหน้าต่อไปโดยไม่ติดขัดครับ หวังว่า Blog นี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณและองค์กรของคุณ ไม่มากก็น้อยครับ

หากสนใจบริการ สามารถติดต่อได้ที่ Website ของ Cloud HM หรือ Commentไว้ด้านล่างโพสได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

9 ตุลาคม 2019

สวัสดีครับชาว IT วันนี้จะมาแนะนำวิธีการ Migrate Server ไปใช้งานบน Cloud นะครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีขั้นตอนอย่างไร แล้วจะกระทบกับการใช้งาน Server ที่ยัง Run อยู่หรือไม่

วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ

โดยปกติแล้วในหลาย ๆ บริษัทจะมี Server ที่ติดตั้ง Application หรือ Database เพื่อให้ User ทั่วไปเข้าไปใช้งานกันอยู่แล้วใช่หรือไม่ครับ ทีนี้การที่จะซื้อ Server ไปติดตั้งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี จะได้รับการรับประกันจากผู้ผลิตหรือคู่ค้า แต่ถ้าเลยเวลา 3-5 ปี ไปจะมีค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่มเติม เรียกกันง่าย ๆ ตามภาษา IT คือ ค่า Maintenance หรือ ค่า MA

Benefit ของการย้ายขึ้น Cloud จะไม่มีค่า Maintenance Server เนื่องจากลูกค้าเป็นเพียงแค่ผู้ใช้งาน Server เท่านั้น ไม่ต้องดูแลเรื่องค่าไฟและค่าเครื่องปรับอากาศอีกด้วยครับ ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ว่าเราจะใช้วิธีใดในการย้าย Server ขึ้น Cloud ครับ

หากตัดสินใจได้แล้วว่าจะย้าย Server ขึ้น Cloud ก่อนอื่นเลย ต้องดูก่อนว่า Server ที่ใช้งานอยู่ติดตั้งไว้เป็นแบบใด ให้สอบถามผู้ Implement ว่า Server ตัวนี้เป็นแบบใดจากตัวเลือกด้านล่างครับ 

  1. Bare-metal - ติดตั้ง OS ลง Hardware ตรงๆ เลย แล้วติดตั้ง Application ใน OS อีกที
  2. Virtualization - ติดตั้ง Hypervisor ก่อน แล้วแบ่ง Server ย่อย ๆ ภายใน เรียก Server ย่อย ๆ ข้างใน Hypervisor ว่า Virtual Machine หรือ VM

Hypervisor ที่นิยมใช้กันในไทยส่วนมากก็จะเป็น VMware และ Hyper-V ครับ

Physical Server and Virtualization Host Server

Source: https://www.veeam.com/blog/why-virtual-machine-backups-different.html

Step ถัดมา หลังจากทราบกันแล้วว่า Server ที่บริษัทเป็น Infrastructure แบบไหน ก็จะมาดูวิธี Migrate กันครับ เนื่องจากบริษัท Cloud HM ใช้ VMware ในการให้บริการ จะขอยกตัวอย่าง Case ที่ Based on VMware นะครับ

วิธี Migrate จาก Bare-metal หรือ Physical Server

วิธีนี้เรียกว่า P2V ย่อมาจาก Physical to Virtual ทางผู้ให้บริการ (Cloud HM) จะนำ Server ที่ติดตั้ง VMware Converter ไปต่อเข้ากับ Physical Server ของท่านโดย Assign IP ให้อยู่ในวง LAN เดียวกันกับ Physical Server ของท่าน และทำการ Convert โดยสามารถทำในขณะที่ท่านยังใช้งาน Server อยู่ได้ แต่ถ้าให้แนะนำ ก็ควรทำในช่วงนอกเวลาทำการของบริษัทนั้น ๆ

หลังจาก Convert แล้ว จะได้ไฟล์ 2 รูปแบบได้แก่

  1. ไฟล์นามสกุล vmx ย่อมาจาก Virtual Machine Extensions เป็นไฟล์ Config ประเภทหนึ่งของ VMware
  2. ไฟล์นามสกุล vmdk ย่อมาจาก Virtual Machine Disk เป็นไฟล์ของ Hard disk

หมายเหตุ: ถ้าขาดไฟล์ vmdk ที่มี OS ติดตั้งอยู่ไป จะไม่สามารถเปิด VM ได้

เมื่อได้ไฟล์ทั้ง 2 รูปแบบมาเรียบร้อยแล้ว ทาง Cloud HM จะทำการ Import ไฟล์ทั้ง 2 ชนิด เพื่อสร้างเป็น VM เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อไปครับ

โดยข้อมูลส่วนต่างทีเกิดจากการ Migrate ท่านสามารถที่จะ Transfer มาได้ในภายหลังครับ

วิธี Migrate จาก Virtualization

วิธีทำคือให้ Export File ออกมา มี 2 ตัวเลือกในการ Export ได้แก่ 

 1. ไฟล์ OVF (Open Virtualization Format) จะ Export ออกมาเป็น Folder ที่มีไฟล์สกุล vmx และ vmdk อยู่

 2. ไฟล์ OVA (Open Virtualization Appliance) จะ Export ออกมาเป็นไฟล์เดียว

***เงื่อนไขของการ Export ท่านจะต้อง Power off Machine เพื่อที่จะ Export ครับ***

สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ไม่อยาก Power off VM Production ที่ใช้งานอยู่ ถ้าท่านมีพื้นที่ Compute + Disk เพียงพอสำหรับสร้าง VM ที่มี Spec เท่ากับ VM ที่จะ Migrate ได้ 

ท่านสามารถใช้การ Clone VM แล้ว Export จาก Clone VM ได้ครับ

(การ Clone VM ใช้ได้เฉพาะ Infrastructure ที่มี vCenter อยู่เท่านั้นครับ ถ้าท่านมีเพียง Hypervisor ที่เป็น ESXi เพียง Host เดียวจะไม่สามารถทำได้ครับ)

หลังจากได้ไฟล์แล้วก็ให้ทำการส่งให้ Cloud HM เพื่อจะนำไป Import เป็น VM ให้ใช้งานกันต่อไปครับ

วิธีนี้ก็จะมีข้อมูลส่วนต่างที่ต้องเอามาในภายหลัง โดยเราสามารถ Transfer มาได้เช่นกันครับ

อีกวิธีนึงที่เริ่มนิยมทำมากขึ้นคือการใช้โปรแกรม Veeam Backup & Replication ในการ Migrate VM มายัง Cloud ครับ

เหมาะสำหรับท่านที่มี Veeam Server อยู่แล้ว จะสามารถ Migrate ได้ง่ายดายยิ่งขึ้นและ Sync ข้อมูลให้เป็นปัจจุบันก่อนที่จะทำการ Cut-off ได้ง่ายกว่าแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาครับ

ขั้นตอนการ Migrate มีดังนี้ครับ

  1. ติดตั้ง Veeam Server และ Add ESXi หรือ vCenter ที่มี VM ที่จะ Migrate อยู่ภายใน (ถ้ามี Veeam Server แล้วให้เช็คว่ามีการ Add ESXi หรือ vCenter แล้วหรือไม่)
  1. ทาง Cloud HM จะให้ข้อมูล Service Provider (IP Address / Domain name) แก่ท่านเพื่อให้ท่านทำการ Add Service Provider ไปใน Veeam Server เมื่อท่าน Add แล้วจะพบข้อมูลที่ Cloud HM เตรียม Resource จำพวก Compute และ Storage ไว้ให้สำหรับการ Replication VM ของท่านมาที่ Cloud HM ครับ
  2. หลังจากท่าน Add Service Provider แล้ว ท่านจะต้องสร้าง Replication Job เพื่อ Replicate VM ของท่านมาที่ Cloud HM ครับ
  3. เมื่อสร้าง Replication Job แล้ว ให้คลิก Replication Job เพื่อทำการ Replication ในครั้งแรก (ในครั้งแรกจะใช้เวลานานเนื่องจากเป็นการ Transfer data ทั้งหมดที่มีใน VM ครับ)

ขั้นตอนการ Cut-off 

  1. ท่านจะต้องกด Replication Job ให้ Run อีกครั้งนึงและรอจน Replicate สำเร็จ (ในการ Replication ครั้งนี้จะใช้เวลาที่น้อยกว่าครั้งแรกเพราะ Transfer Data แค่ส่วนต่างจากครั้งแรกกับปัจจุบันครับ)
  2. ทาง Cloud HM ก็จะ Power On VM ขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้ทันทีครับ

วิธีนี้จะไม่กระทบกับการทำงานของ Production VM และมีประโยชน์ตรงที่สามารถ Sync Data ได้ง่ายครับ


สรุปวิธีการ Migrate มายัง Cloud ตามตารางดังนี้ครับ

สำหรับท่านที่ใช้งาน Infrastructure แบบ Hyper-V อย่าพึ่งน้อยใจไปครับ ถ้าอยาก Migrate มาใช้บน Cloud ก็สามารถติดต่อเราได้ ครับ ทาง Cloud HM สามารถ Migrate ให้ได้เช่นกันครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับวิธีการ Migrate มายัง Cloud ที่เราได้นำเสนอไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อยนะครับ

มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม 

หากสนใจบริการ สามารถติดต่อได้ที่ Website ของ Cloud HM หรือ Comment ไว้ด้านล่างโพสได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

24 กันยายน 2019

สวัสดีครับ เรามาพบกันอีกครั้งนะครับคุณผู้อ่าน สำหรับ Blog ในครั้งนี้ จะมาแนะนำสิ่งที่ทุกคนที่เป็นพนักงานไม่ว่าจะเป็นในส่วนงานภาครัฐบาลหรือเอกชน สมควรต้องใช้เพราะจะช่วยย่นระยะเวลาในการทำงานได้ดีขึ้น, คล่องตัวขึ้นเป็นอย่างมากในเรื่องของการจัดการไฟล์และการใช้งานไฟล์ร่วมกัน โดยการใช้ประโยชน์จาก Software as a service ที่ใช้งานในลักษณะ File sharing หรือบางที่อาจจะเรียกว่า File-sharing as a Service

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหากันจะขอย้อนกลับไปในยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเป็นที่นิยมใช้งานการภายในองค์กร หลาย ๆ ท่านเวลาทำงานเอกสารก็เริ่มเปลี่ยนจากการใช้การเขียนหรือใช้เครื่องพิมพ์ดีด มาพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมพิมพ์เอกสาร เช่น Microsoft Word และ Microsoft Excel เป็นต้น ทำให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น สามารถแก้ไขงานได้ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด ทีนี้ประเด็นหลักไม่ได้เกี่ยวกับการพิมพ์เอกสาร แต่ที่เกี่ยวข้องคือ เมื่อมีไฟล์ก็ต้องมีการส่งไฟล์ให้ผู้อื่น การส่งไฟล์ให้ผู้อื่นก็มีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  1. Hard copy ที่ใช้การพิมพ์เนื้อหาในไฟล์ออกมาเป็นกระดาษและส่งให้กับผู้อื่น แต่จะมีข้อเสียอย่างหนึ่งคือจะไม่สามารถแก้ไขไฟล์ได้ทันที
  2. Soft copy ซึ่งมีหลายรูปแบบในการจัดส่งไม่ว่าจะเป็นการบันทึกผ่านทาง Floppy disk (ในยุคประมาณ 20-30 ปีก่อน), CD (เมื่อไฟล์เริ่มขนาดใหญ่ขึ้น), Flash Drive (เริ่มนำไฟล์เข้า-ออกได้ ไม่ได้เป็นแบบ Read-only เหมือนตัวอย่างที่ยกไปก่อนหน้านี้) และ External HDD (เมื่อมีจำนวนและขนาดไฟล์เยอะ)
  3. e-Mail เมื่ออยู่ในยุคที่ Internet มีความเร็วในการใช้งานมากขึ้น
  4. File Server บางอค์กรอาจจะนำ Server มาไว้เป็นที่แชร์ไฟล์กันภายในองค์กร

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาจะเป็นการ Share แบบ One-way ผู้รับจะต้องได้รับข้อมูลก่อนถึงจะแก้ไขได้ ทำให้ทางบริษัทชั้นนำเรื่อง IT ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft มองเห็นปัญหานี้ จึงเริ่มพัฒนาระบบที่ทำให้สามารถทำงานเอกสาร, ส่งไฟล์แบบออนไลน์ได้ หรือที่เรียกกันว่า Cloud โดยมีผลิตภัณฑ์ที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยเกิดขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น Google Drive, OneDrive หรือบางท่านอาจจะเคยใช้ Dropbox มาบ้าง ทำให้เริ่มเข้าสู่ยุคที่ใช้งาน File-sharing กันเป็นที่แพร่หลายโดยที่บางคนอาจจะไม่รู้ตัวเลยครับ 

จากที่เกริ่นไปในเบื้องต้นเรื่อง File-sharing ไป เรามาดูข้อดีและลูกเล่นที่มีให้ใช้งานกันสำหรับ File-share ในยุคปัจจุบันกันครับ

สิ่งที่สามารถทำได้แบบ Basic เลย คือ

  1. การ Upload file ไปยัง Platform กรณีที่เป็นไฟล์เอกสาร เช่น Excel และ Word จะสามารถอ่าน/แก้ไขไฟล์ออนไลน์ได้ และมีระบบ Save แบบอัตโนมัติ ทำให้หมดปัญหาเรื่องการลืมเซฟ ที่เป็นปัญหาที่ User อย่างเรา ๆ มักจะชอบลืมกัน ถ้าเป็นไฟล์สกุล PDF ก็สามารถอ่านไฟล์ Online ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ Upload แค่ไฟล์เอกสารได้เท่านั้นนะครับ ไฟล์เสียง, วิดีโอ หรือไฟล์อื่น ๆ ก็สามารถ Upload ได้ บาง Platform อาจจะเปิดไฟล์เสียงหรือไฟล์วิดีโอเพื่อดูได้ด้วยซ้ำไปครับ

  2. ให้คนอื่นที่เป็นเพื่อน, คนรู้จัก หรือ บุคคลภายในองค์กรสามารถเข้าถึงไฟล์ที่อยู่บน Platform

  3. สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ให้คนอื่นได้ เช่น IT User สามารถดูไฟล์ข้อปฏิบัติทางกฎหมายได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขไฟล์ได้เหมือนกับฝ่ายกฎหมาย

  4. กรณีที่ต้องการจะแชร์ให้บุคคลภายนอก อาจจะเป็นลูกค้าหรือคู่ค้าต่าง ๆ ก็สามารถแชร์เป็นแบบ Link ให้เข้ามาเอาไฟล์ได้เฉพาะไฟล์นั้น ๆ โดยกำหนดวันหมดอายุที่จะ Download ไฟล์ได้

แต่ก็มีข้อเสียเช่นกันครับ การใช้บริการ File-sharing แบบนี้เหมาะกับบุคคลทั่วไปที่เก็บไฟล์ข้อมูลที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากสามารถใช้งานได้ฟรี มี Storage Limit ที่ไม่เกินที่กำหนดของผู้ให้บริการ แต่ถ้าองค์กรต้องการจะใช้งาน File-sharing แบบนี้อาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้พื้นที่ตามที่ต้องการซึ่งโดยส่วนใหญ่จะต้องใช้พื้นที่มากกว่า Free plan ที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้ และยังมีการคิดค่าบริการเป็นราย User ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับการทำ File Server เอง และ File-sharing ของผู้ให้บริการที่เป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็น Google Drive, OneDrive และ Dropbox อาจจะไม่เหมาะกับองค์กรในประเทศไทยเนื่องจาก Server ของผู้ให้บริการที่กล่าวมาตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ ทำให้ต้องใช้ Internet ที่มีความแรงระดับนึงเพราะต้องใช้ Latency ที่ต่ำเพื่อไม่ให้มีปัญหาในการใช้งานช้า

ในปัจจุบันมี Provider ในไทยหลายเจ้าที่มีผลิตภัณฑ์ File-sharing as a service ให้บริการ ทาง Cloud HM ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการครับ หลาย ๆ ท่านน่าจะสงสัยว่า แล้วต่างกันอย่างไรกับ Global อย่างเช่น Google, Microsoft และ Dropbox แน่นอนเลยว่า Basic Features ที่มีให้มีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้ไขไฟล์ออนไลน์ ทำงานพร้อมกันได้ในไฟล์เดียวกัน, แชร์ไฟล์ให้กับผู้อื่น 

แต่ที่แตกต่างกันคือ 

  1. Cloud HM จะมี Server ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้มี Latency ต่ำเหมาะกับผู้ใช้บริการภายในประเทศ
  2. ค่าบริการที่ต่ำกว่าเนื่องจากจะคิดจากขนาดพื้นที่เท่านั้น User ไม่นำมาคิดทำให้เหมาะกับองค์กรที่มี User เยอะ ๆ
  3. *****Key feature***** ที่สำคัญเลยที่เมื่อเปรียบเทียบกับ Google Drive, OneDrive และ Dropbox คือ การ Map drive เสมือนมี Drive กลางขึ้นมาใน Computer ใช้งานเหมือน Drive ของ Computer ทั่วไป *ที่ทาง Global Cloud บางเจ้าไม่มี Feature นี้รองรับ
  4. การ Revision หรือบางคนรู้จักกันในชื่อ File Version Control อาจจะมีบางท่านเคยสังเกตมาบ้างว่าเวลาเราทำงานเอกสารใน Microsoft word แต่ต่อมาเครื่องดับไป แล้วพอเราเปิดเครื่องมาใหม่ เปิดเอกสารใน Microsoft word ทางด้านซ้ายของโปรแกรมจะมี Version ที่เราไม่ได้ Save ไว้ให้สามารถ Recover ได้ สิ่งนี้แหละครับทีเราเรียกว่า Revision หรือการย้อนไฟล์ Version กลับไปได้ สามารถมองเป็น Use cased ได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นลืม Save แล้วปิดโปรแกรมไป, เผลอ Save ทับ เป็นต้น Global Cloud บางเจ้ามี Revision แต่ไม่สามารถกำหนดจำนวนที่จะย้อน Version กลับไปได้ ทำให้ต้องหา 3rd-party Software มาช่วยรองรับการ Backup แต่ Cloud HM สามารถกำหนด Version ให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการครับ

ข้อดี และ ข้อเสีย ในการใช้งาน File-sharing

ข้อดี - สะดวกในการทำงานร่วมกัน, สามารถแชร์ไฟล์ไปยังบุคคลภายนอกหรือต่างแผนกได้, เหมือนเป็น Office เคลื่อนที่, Upload, Download ไฟล์จากที่ไหนก็ได้ ถ้ามี Internet

ข้อเสีย - หาก User ไม่เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้น อาจจะทำให้ข้อมูลของผู้อื่นเสียหายได้ จึงต้องมีการวางระบบการจัดการที่ดี

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม 

หากสนใจบริการ สามารถติดต่อได้ที่ Website ของ Cloud HM หรือ Commentไว้ด้านล่างโพสได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

19 กันยายน 2019

สวัสดีครับชาว IT ทุกท่าน ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ เคยสังเกตกันหรือไม่ครับว่าภายในองค์กรของท่านมีอุปกรณ์ IT อะไรบ้างที่อยู่ใน Data Center ส่วนใหญ่ก็จะมีพวก Server, Storage, Switch และสาย LAN ต่าง ๆ ระโยงระยางเต็มห้องไปหมดใช่ไหมครับ 

แล้วเคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้เชื่อมต่อกันหลาย ๆ เครื่อง ต้นกำเนิดมันเกิดมาจากอะไร คนที่อยู่มาก่อน ทำไมเค้าถึงออกแบบมาเป็นแบบนี้ แล้วทำไมถึงต้องมีอุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้นหล่ะ วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ

ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นมาและมีการเริ่มใช้งานกันภายในองค์กร จุดเริ่มต้นมาจากภายในองค์กรอาจจะมีการใช้งาน Application บางอย่างที่ Server เพียงเครื่องเดียว ก็เพียงพอที่จะให้พนักงานในองค์กรใช้งานได้ เป็นลักษณะตามภาพด้านล่าง เรียกว่า Client-Server Architecture

Client  - เป็นช่องทางที่พนักงานจะสามารถเข้าใช้งาน Application ได้จากอุปกรณ์ของตัวเอง เช่น Laptop, Desktop PC และอื่น ๆ

Server - เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงและมีการติดตั้ง Application ไว้

ซึ่งถ้าระบบขององค์กรเป็นแบบนี้ มีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบแค่ 1-2 คนก็เพียงพอแล้ว เพราะระบบไม่ได้ซับซ้อนมาก


Client Server

Source: https://www.oreilly.com/library/view/mastering-c-game/9781788629225/4014dd75-bda7-4467-be3c-1f074c6ec25d.xhtml

ต่อมาเมื่อเริ่มมีพนักงานมากขึ้น มีแผนกอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ Application เพิ่มขึ้น ถ้า Server ตัวเดิมยังสามารถติดตั้ง Application ได้อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้า Server spec น้อยไปหรือพื้นที่สำหรับติดตั้งไม่เพียงยังไงก็ต้องหา Server ใหม่ มาติดตั้งให้ใช้งาน

แล้วถ้ามี Application ที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็ต้องซื้อ Server มาทบเรื่อย ๆ ทำให้อาจจะต้องหาห้องไว้สำหรับติดตั้ง Server โดยเฉพาะ

ถัดมาเมื่อบริษัทเริ่ม Scale ไปจนมี Server ที่เยอะจนเกินไปไม่พอที่จะขยายได้แล้วเนื่องจากติดปัญหาเรื่องพื้นที่ ก็ได้มีผู้คิดค้นเทคโนโลยีในการแบ่ง Server ภายในเครื่อง Server ให้แยกย่อยออกไปได้หลาย ๆ Server เราเรียกการทำลักษณะนี้ว่า Virtualization technology

โดยประโยชน์ของมันคือ การที่มี Server เพียงแค่ตัวเดียว ก็สามารถสร้าง Virtual machine (เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเสมือน) ติดตั้ง Operating Systems และสามารถเลือกติดตั้ง Application ไว้ให้ใช้งานได้ตามความต้องการของแต่ละแผนก ประโยชน์อีกอย่างคือทำให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าในเรื่องของ Spec ไม่ว่าจะเป็น CPU, Memory และ Disk ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นแบบ Physical Server ถ้าอยากจะ Scale ขนาดของ Disk เพิ่ม ก็สามารถทำได้ ถ้าจะ Scale ขนาดลงจะลำบากกว่า แต่ถ้าเป็นแบบ Virtualization สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการ

ทีนี้ถ้าทำระบบเป็นแบบ Virtualization แล้วในกรณีที่มีจำนวน Application เพิ่มขึ้นก็สามารถที่จะเพิ่ม Host เพื่อรองรับ Application ที่เพิ่มขึ้นได้ (Host คือที่อยู่ของ Server) แต่ถ้าเกิด Host เสียหาย จะทำให้ Application ทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำให้เกิดเทคโนโลยี High Availability (HA) เกิดขึ้นเพื่อมาตอบโจทย์แก้ปัญหาข้างต้น 

ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ดังนี้ครับ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ Host, Application และ Server 

มี Application ติดตั้งอยู่ใน Server C ที่อยู่ภายใต้ Host 1 ใช้งานได้ปกติ แต่อยู่มาวันนึง Host 1 เกิดปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าเป็น Architecture แบบเก่าที่ไม่ได้เป็นแบบ Virtualization technology จะเกิดปัญหาใหญ่เรื่อง Downtime ของ Application อย่างแน่นอน แต่ถ้ามีเทคโนโลยี HA จะทำให้สามารถย้าย Server และ Application จาก Host 1 ไปที่ Host 2 ได้ โดยอาจจะกระทบกับการทำงานของ Application แต่จะใช้เวลาน้อยกว่าในการแก้ไข ซึ่งการทำแบบนี้ได้จะต้องทำการแยกส่วนประมวลผลกับส่วนจัดเก็บข้อมูลออกจากกันเพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ใน Storage ทั้ง Host 1 และ Host 2 สามารถใช้งานร่วมกันได้

ซึ่งระบบ Virtualization แบบนี้ จะถูกใช้ใน Infrastructure โดยองค์กรทั่วไป จนถูกเรียกอย่างคุ้นชินว่า Traditional IT Infrastructure


Traditional IT Infrastructure

Source: https://thevirtualist.org/reduce-downtime-vmware-clusters/



หัวข้อที่ผ่านมาเป็นเพียง Virtualization host ที่อยู่ภายใน Physical Server เพียงแค่ 1 Server

สำหรับส่วนนี้จะเป็น Infrastructure ที่ใหญ่ขึ้นมาอีกอันเนื่องมาจากการใช้งานที่มากขึ้นตามขนาดขององค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ส่วนนี้จะมีการเพิ่ม Physical Server เพื่อ HA ในระดับ Physical ด้วย (แน่นอนว่ามี HA ในระดับ Virtualization host) และการ Shared Storage เพื่อป้องกันกรณี Storage เสียหาย เรียกว่าการทำ RAID

ทำให้โดยรวมระบบ Traditional IT Infrastructure มีองค์ประกอบอยู่หลัก ๆ ประมาณ 4 ส่วนคือ

  1. Physical Server - Server ที่มีหน่วยประมวลผล ได้แก่ CPU และ RAM เป็นที่อยู่ของ Virtualization Host
  1. Storage - ส่วนที่ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย Hard disk หลาย ๆ ลูก อาจจะเป็น SAN หรือ NAS ที่ใช้งานแบบ Share
  2. Network Switch - สำหรับใช้เชื่อมต่อ Server กับ Network อื่น ๆ ด้วย Ethernet port
  3. Storage Switch - สำหรับใช้เชือมต่อ Storage กับ Server ด้วย Fiber channel port

ผู้ดูแลในส่วนนี้จะเริ่มต้องแบ่งแยกมากขึ้นจากที่แค่คนเดียวก็สามารถดูแลได้ทั้งระบบ โดยส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นหลัก ๆ ประมาณ 3 ส่วนงานคือ

  1. Systems admin - ดูแลจัดการเรื่อง Server, Virtualization host
  2. Network admin - ดูแลเรื่องของระบบ Network
  3. Storage admin - ดูแลเรื่องของ Storage, Capacity plan

ข้อดี - หากต้องการใช้งาน CPU และ Memory เพิ่ม สามารถเติม Server ได้, หากต้องการเพิ่มขนาด Hard disk ก็สามารถหา Storage มาเติมได้

ข้อเสีย - ต้องใช้คนดูแลหลาย ๆ ส่วน หากเกิดปัญหาต้องมาไล่ตรวจสอบว่าเกิดจากอะไร ซึ่งในความเป็นจริงจะเสียเวลามาก

จากปัญหาเรื่องจำนวนพนักงานที่ต้องดูแลระบบ Infrastructure ก็ได้มีผู้คิดค้น Infrastructure แบบใหม่ขึ้นมา (จริงๆ น่าจะย้อนกลับไปแบบเดิมมากกว่า) มาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือการนำ Compute กับ Storage มารวมกันเลย เพื่อให้ดูแลจัดการได้ง่าย ไม่ต้องใช้คนดูแลเยอะ ทีนี่หลาย ๆ คน น่าจะเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมต้องย้อนกลับไปให้โครงสร้างคล้าย ๆ กับ แบบเก่า?

คำตอบคือ ในสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถนำ Compute, Storage มารวมกันได้ ทำให้เหลือ Resource ที่เป็นเศษ ๆ ไม่สามารถใช้งานได้คุ้มค่าตามขนาดที่มี แต่เทคโนโลยีใหม่นี้สามารถนำ Compute มารวมเป็น Compute pool เดียวกัน, Storage มารวมเป็น Storage pool เดียวกัน ให้หยิบไปใช้สร้าง Virtual Machine หรือเพิ่มขนาดของ Disk จากทุก Physical Server ที่เชื่อมต่อกันอยู่

เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Hyper-Converged 

จากที่เกริ่นไปข้างต้น Hyper-Converged Infrastructure เป็นการรวม Compute + Storage เข้าไว้ด้วยกันและใช้ Software-defined ในการจัดการ Storage ในแต่ละ Server

เหมาะสำหรับใช้งานเป็น Private Cloud ติดตั้งพวกระบบ VMware หรือ Hyper-V ที่เป็น Virtualization host ในด้าน Physical โดยปกติแล้วระบบ HCI จะไม่ได้มีแค่ Physical Server แค่ตัวเดียว แต่จะมีจำนวนขั้นต่ำของ Server คือ 3 Node เพื่อให้มีการ Redundancy ในกรณีที่บาง Node เกิดการเสียหาย Step ถัดมา จะต้องสร้าง Virtual Machine และติดตั้ง Software-defined ลงไป หลังจากนั้นก็จะใช้ Software-defined ในการจัดการ Disk ที่อยู่ในแต่ละ Server มาทำเป็น Pool กลาง เรียกว่า Single storage pool ให้ทุก Virtual Server สามารถได้ใช้งาน Disk จาก 3 node กรณีที่ Hard disk มีปัญหา ระบบก็ยังทำงานได้เป็นปกติและสามารถนำ Hard disk ใหม่มาเปลี่ยนได้ ทำให้มีการใช้งาน Resource ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งราคาก็ไม่ได้สูงมากจนเกินไปถ้าใช้อยู่ในระดับองค์ที่ Scale ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากครับ

ข้อดี - Performance ดีมาก, ดูแลจัดการได้ง่าย ใช้คนดูแลไม่เยอะเพราะระบบทุกอย่างรวมอยู่ในส่วน ๆ เดียว, ใช้พื้นที่ไม่เยอะ 

ข้อเสีย - ไม่สามารถที่จะ Scale อย่างใดอย่างหนี่งได้ เช่น ต้องการ CPU และ Memory เพิ่ม, ค่า License มีราคาค่อนข้างสูง



ตารางเปรียบเทียบของ Traditional IT Infrastructure กับ Hyper-Converged Infrastructure 


สรุปให้สำหรับชาว IT ว่าคุณควรจะเลือก Infrastructure แบบไหนดีในการ Implement?

  • Traditional Infrastructure จะมีความยุ่งยากในการ Implement เนื่องจากต้องใช้หลายองค์ประกอบมารวมกันเป็น Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น Server, Network และ Storage ซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาออกแบบและดูแล ทำให้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีผู้ที่มี Skill อยู่ และถ้าขนาดขององค์กรมีขนาดใหญ่การใช้ Infrastructure แบบนี้ก็จะลด Cost ลงไปได้เยอะเพราะสามารถซื้ออุปกรณ์เป็นจำนวนมากในราคาที่ถูกลง 
  • Hyper-Converged Infrastructure เหมาะสำหรับองค์กรที่เริ่ม Implement ใหม่ ยังมีจำนวน Server ไม่เยอะมาก และไม่อยากมีปัญหากับการจัดการระบบแยกส่วนกัน ทำให้มีคนดูแลไม่ต้องมาก ก็สามารถดูแลได้ครอบคลุม 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

Source รูปภาพบทความ: https://www.researchgate.net/figure/IT-Infrastructure-evolution_fig2_266502431


-- Cloud HM

3 กันยายน 2019

สวัสดีครับ ชาว IT ทุกท่าน หลาย ๆ ท่านที่ทำงานในบริษัท แน่นอนว่าต้องมี Server ติดตั้งที่สำนักงานของท่านกันใช่หรือไม่ครับ

บางท่านอาจจะไม่ได้ติดตั้งที่สำนักงานก็จะนำ Server ไปติดตั้งไว้ในพื้นที่ให้เช่า ก็แล้วแต่กรณีครับ นึกออกกันแล้วใช่ไหมครับ วันนี้ผมจะมาอธิบายเรื่อง Data Center ให้ทราบเป็นเกร็ดความรู้กันนะครับ เผื่อจะได้เป็นแผนในการไปเช่าพื้นที่ให้เหมาะสมกับงบประมาณที่บริษัทของท่าน ๆ มีครับ เริ่มกันเลยครับ

Data Center คือ สถานที่ที่ใช้ในการวาง Server, อุปกรณ์สื่อสารจำพวก Network, ระบบ Storage เป็นต้น

โดยระบบของ Data Center ต้องมีระบบจ่ายไฟที่เพียงพอต่อการรองรับของ Server หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มาติดตั้งที่ Data Center, ต้องมีเรื่องของอุณหภูมิที่เหมาะสม การระบายความร้อนต่าง ๆ เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ, ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและสังเกตการณ์หากเกิดปัญหากับระบบใน Data Center และต้องมีการป้องกันความเสี่ยงต่ออุปกรณ์ เช่น มีระบบดับเพลิง มีอุปกรณ์สำหรับงัดแงะในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ทีนี้ก็จะมีข้อสงสัยกันใช่ไหมครับว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า Data Center ที่เราจะนำอุปกรณ์ไปวางหรือสร้างใช้งานเองในบริษัทจะไว้ใจได้อย่างไร มีความปลอดภัยมากเพียงใด Uptime มีกี่ %

ขออนุญาตขยายความคำว่า "Uptime" เพิ่มเติมเล็กน้อยเผื่อบางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจนะครับ

Uptime เป็น % ที่บ่งบอกถึงการทำงานที่เป็นปกติของ Data Center เทียบต่อ 1 ปี Uptime 100% หมายถึงระบบใน Data Center ไม่มีปัญหาในการให้บริการในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าหรือระบบระบายอากาศ เป็นต้น ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีที่ใดสามารถการันตี

Uptime เป็น 100% ได้ มาตรฐานส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 99.XXX% โดย 0.XXX% ที่เหลือ คือ ระยะเวลามากที่สุดที่อุปกรณ์จะเกิด Downtime ต่อปี

ในปัจจุบัน มาตรฐานสำหรับ Data Center จะเรียกว่า Tier แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ครับ

Tier I หรือ Tier 1 (Basic Capacity) เป็น Tier ที่ Basic ที่สุดของ Data Center การเสียหายและความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นจะมีผลกระทบไปทั้งอุปกรณ์และระบบของ Data Center ขณะ Maintenance ระบบ หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายต่าง ๆ Data Center จะได้รับผลกระทบไปด้วย

Data Center แบบนี้ไม่มีพื้นแบบยก (Raised floors) ที่ใช้ระบายอากาศ, ไม่มี Redundant power supplies (ระบบจ่ายไฟฟ้าตัวสำรอง) และไม่มี UPS (ระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองกรณี Power supplies ทำงานไม่ได้)

  • Uptime 99.671%
  • Maximum downtime 1729 นาที หรือ 28 ชั่วโมง 48 นาที/ปี

Raised Floor (พื้นยก) - มีพื้นที่ใต้พื้นในการวางสายไฟ หรือ วางระบบปรับอากาศ

Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Raised_floor


Tier II หรือ Tier 2 (Redundant Capacity) เป็น Tier ที่มีอุปกรณ์สำรองบางส่วนในระบบไฟฟ้า,

ระบบระบายอากาศและระบบทำความเย็น (Partial redundant) ไม่ได้เป็นแบบ Fully redundant เพราะไม่ครอบคลุมระบบทั้งหมด ข้อมูลข้างต้นคือสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาหากเทียบกับ Tier 1 

  • Uptime 99.741%
  • Maximum downtime 1361.3 นาที หรือ 22 ชั่วโมง 41 นาที 18 วินาที/ปี

Electric Generator - เครื่องปั่นไฟสำหรับการใช้งานของ Data Center

Source: https://datacenterfrontier.com/root-data-centers/root-generators-side/


Tier III หรือ Tier 3 (Concurrently maintenance DC) รวมคุณสมบัติทั้งหมดของ Tier 1 และ Tier 2 แต่ในการซ่อมแซมอุปกรณ์

หรือ Maintenance จะไม่กระทบกับการทำงานของ Data Center ก็คือสามารถถอดอุปกรณ์แล้วเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่กระทบนั่นเอง

อุปกรณ์ IT ทั้งหมดใน Data Center จะได้รับไฟฟ้าจาก 2 แหล่ง (Dual power supplies) ที่มี UPS ต่อเข้ากับแต่ละแหล่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่ง UPS ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว ทำให้สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่กระทบการทำงานของ Server ระบบ Redundant ของการปรับอากาศก็เช่นกัน เมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งเสีย อีกตัวจะทำงานทันที 

Tier 3 ไม่ได้มีระบบที่มี 2 ชุดที่สำรองที่แยกกันโดยสมบูรณ์ (Fault Tolerance) เนื่องจากยังคงมีการใช้งานระบบบางจุดร่วมกัน เช่น อาจจะมีระบบไฟฟ้าจาก 2 แหล่งก็จริง แต่มีจุดที่ต้องรวบไปใช้งานร่วมกัน เช่น ระบบทำความเย็นมีแค่ 1 ชุดที่รับไฟฟ้าจาก 2 แหล่ง หากระบบทำความเย็นพังก็จะกระทบกับ Data Center เป็นต้น

  • Uptime 99.982%
  • Maximum downtime 94.6 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 34 นาที 36 วินาที/ปี

UPS - เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

Source: https://datacenterpost.com/need-ups-data-centers/


Tier IV หรือ Tier 4 (Fault Tolerance) เป็น Tier สูงสุดของมาตรฐาน Data Center มีระบบที่เป็น Fully redundant มีอุปกรณ์ที่จำเป็นแยก 2 ชุดโดยชัดเจน หมายความว่า อุปกรณ์ IT ทั้งหมดจะได้รับไฟฟ้าจากแหล่งจ่าย 2 แหล่ง แยก Generator กัน มีระบบ UPS 2 ระบบและมีระบบปรับอากาศ 2 ระบบ อีกเช่นกัน ถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ระบบจะยังคงทำงานได้เป็นปกติ การทำงานของ IT จะกระทบก็ต่อเมื่อระบบไฟฟ้าจาก 2 แหล่งเสียพร้อมกัน หรือระบบปรับอากาศเสียพร้อมกัน

  • Uptime 99.995%
  • Maximum downtime 26.3 นาที หรือ 26 นาที 18 วินาที/ปี


ตารางเปรียบเทียบ Tier เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น สามารถดูได้ตามตารางด้านล่างครับ

*N ย่อมากจาก Need หมายถึง จำเป็นต้องมี

*N+1 มาจาก N มาจาก Need, +1 มาจากมีระบบสำรองบางส่วน

*2(N+1) หมายถึง มี Need 2 ชุด Fully redundant โดยสมบูรณ์


จากที่ให้ข้อมูลมา ผู้เขียนขอสรุปให้ดังนี้นะครับ

Data Center Tier บ่งบอกถึงความสามารถในการให้บริการ ของ Data Center โดยไม่ติดปัญหา (Uptime) หากบริษัทหรือองค์กรของคุณกำลังมอง Data Center ในการวาง Server มีคำแนะนำดังนี้ครับ

  • Uptime guarantee - มีการการันตีที่กี่ % หากเป็นองค์กรที่ไม่ได้ต้อง Run ธุรกิจตลอด 24*7 Tier II น่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน
  • Performance - ประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งานขององค์กรหรือไม่ Facility เป็นอย่างไร การอำนวยความสะดวกในการเข้า Data Center
  • Investment - เทียบค่าใช้จ่ายในการวาง Server แล้วแยกเป็น Tier, หากยิ่ง Tier สูง ยิ่งมีราคาแพงขึ้นเนื่องจาก % Uptime ที่สูงขึ้น
  • Return on investment (ROI) - หากจะลงทุนทำ Data Center เอง ก็ต้องคิดถึงจุดคุ้มทุน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Commentที่ Postใน Facebookได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

Source รูปภาพบทความ : https://www.volico.com/what-are-the-major-differences-between-data-center-tiers/


-- Cloud HM

30 กรกฎาคม 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน ในทุกวันนี้องค์กรสมัยใหม่จะนิยม Implement ระบบไว้บน Cloud เพื่อให้บุคลากรใช้งานกันได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องลงทุนสร้างหรือหาห้องสำหรับวาง Server ตัวใหญ่ ๆ ที่บริษัทกันใช่ไหมครับ แล้ว Cloud ที่เลือกใช้กัน จะไปหาซื้อบริการได้จากที่ไหนล่ะ สำหรับวันนี้จะมาแชร์ในหัวข้อ AWS VS Domestic Cloud ว่าแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะสำหรับท่านมากกว่าครับ

ขอเริ่มต้นใกล้ ๆ ตัวกันที่ Domestic Cloud (ผู้ให้บริการ Cloud ภายในประเทศไทย) ก่อนนะครับ สำหรับ Cloud Provider ในประเทศไทย ทุก ๆ รายจะต้องมีบริการที่ Basic ที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กร

หรือลูกค้ารายย่อย นั่นก็คือบริการที่เรียกว่า Infrastructure as a Service หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IaaS เป็นบริการที่ Provider เป็นเจ้าของ Hardware ส่วนลูกค้าก็เป็นผู้ใช้บริการ Virtual Server ที่ได้รับการแบ่งพื้นที่จาก Physical Server ของ Cloud Provider ตามแต่ความต้องการของลูกค้าที่จะใช้งาน เช่น ต้องการพื้นที่ Hard disk ขนาดเท่าไหร่, CPU 4 Cores พอใช้งานไหม, ขอให้ติดตั้ง OS เป็น Ubuntu 16.04 ได้ไหม เป็นต้น

โดยองค์ประกอบของ Domestic Cloud ที่ Cloud Provider ในไทยส่วนใหญ่มีให้ มีดังนี้ครับ

  1. Compute หรือ CPU และ Memory เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผล
  2. Storage (Hard Disk) - ใช้สำหรับเก็บข้อมูล 
  3. Operating System หรือ OS - ระบบปฏิบัติการที่ใช้งาน
  4. IP Address - ใช้สำหรับ Access ไปยัง Server ด้วย RDP หรือ SSH ผ่าน Public IP Address หรืออาจจะทำ Solution เป็น Private IP Address ให้ Access ผ่าน MPLS ก็ทำได้
  5. Data Transfer - ไม่มีการคิดค่าบริการในการนำข้อมูลเข้าและออกจาก Server ผ่าน Internet
  6. Monitoring Tools - ใช้สำหรับ Monitor Server เช่น การใช้งาน CPU เกิน threshold, การใช้งาน Memory เกิน threshold และ Monitor Traffic การใช้งาน Internet เป็นต้น
  7. Backup - เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะต้องมีการสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันกรณีฉุกเฉิน เช่น Server ทำงานผิดปกติ, Upgrade Software แล้วมีปัญหาต้องการ Rollback
  8. Support - สำหรับช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการ

ถัดมาจะมาแนะนำ Global Cloud นะครับ ขอยกมาเฉพาะรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก คือ Amazon Web Services (AWS) ของ Mr.Jeff Bezos เศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

สิ่งที่ Global Cloud มีนั้น องค์ประกอบไม่ได้แตกต่างไปจาก Domestic Cloud เลย แต่ทาง AWS จะคิดค่าบริการแยกเป็น Service ออกมาเป็นองค์ประกอบดังนี้ครับ

  1. EC2 - เป็นบริการรูปแบบคล้ายคลึงกับ IaaS เรียก Machine เป็น Instance แต่ Storage ที่มีให้จะเป็นแบบ Temporary (ปิด Instance แล้วข้อมูลหาย)
  2. EBS - เป็นบริการ Storage ถาวร หากต้องการใช้งาน Server ที่ต้องเก็บข้อมูลภายใน Server จำเป็นต้องใช้ EC2 + EBS
  3. Operating System จะมีให้เลือกจากบริการ EC2
  4. IP Address - หาก Stop Instance จะกลับไปใช้ Public IP เดิมไม่ได้ จึงต้องซื้อบริการที่มีชื่อว่า Elastic IP Address (Static IP แบบเป็น Pool Limit ที่ 5 IP Address)
  5. Data Transfer - จะถูกคิดบริการเมื่อนำข้อมูลออกจาก Instance ผ่าน Internet โดยมีให้เงื่อนไขว่าคิดค่าบริการอย่างไร 
  6. AWS CloudWatch - เป็นบริการ Monitoring Usage ของ EC2 เช่น Application error, Error logs และ Log analytic เป็นต้น
  7. AWS Backup - เป็นบริการ Backup ของทาง AWS สามารถ Backup ได้ทั้ง On-Premise และ On-Cloud
  8. AWS Support - เป็นบริการ Support จากทาง AWS

จากองค์ประกอบด้านบนของทั้ง Domestic Cloud และ Global Cloud (AWS) จะเห็นได้ว่าบริการไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่ได้เรียนไป แต่ AWS มีเงื่อนไขที่ยิบย่อย เช่น

ถ้าคุณจะใช้ Server คุณก็ต้องมี EC2+EBS เพื่อใช้งาน

ถ้าคุณอยากให้ IP เป็น Static ผูกกับ Machine ถาวร AWS ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ในจุดนี้

ถ้าคุณโอนถ่ายข้อมูลบ่อย ก็จะเสียค่าบริการในการนำข้อมูลออกมาจาก Instance

ถ้าคุณอยากใช้ระบบ Monitoring คุณก็ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อใช้งาน Service CloudWatch

ถ้าคุณต้องการ Backup เพื่อสำรองข้อมูลของ Server คุณจะต้องซื้อบริการ AWS Backup มาใช้งาน

ถ้าคุณต้องการ Support จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับ AWS Support

จากที่อธิบายไว้ด้านบน AWS จะมีการคิดค่าบริการแบบ Pay-As-You-Go ประมาณว่า คุณใช้เท่าไหร่เราคิดเท่านั้น แต่ของ Domestic Cloud ส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี

ทำให้การคิดค่าใช้จ่ายไม่ยุ่งยากสำหรับองค์กรเมื่อเทียบกับ AWS รวมไปถึง Service ที่ให้มาของ Domestic Cloud จะเป็นแบบมัดรวมองค์ประกอบทุกอย่างมาให้จบในราคาเดียว ขอยกตัวอย่างแบบนี้นะครับ หลายท่านน่าจะรู้จัก Brand furniture ระดับโลก คือ IKEA ซึ่งเน้นไปที่ Self-service ในการเลือกซื้อสิ่งที่ต้องการ ถึงบ้านก็เอาไปประกอบเอง ติดตั้งเอง เหมาะกับแนว Individual ชอบทำเองมีทักษะ เมื่อเทียบกับ SB Furniture ที่เป็น Local Brand ที่ซื้อแล้วมีบริการส่งและติดตั้งให้ถึงที่พักอาศัย แบบนี้ SB จะเหมาะกับองค์กรมากกว่าเพราะไม่ต้องติดตั้งและนั่งประกอบเอง การติดตั้งหรือประกอบเองจะต้องใช้ Know-how และเวลา หลาย ๆ ท่านคงจะทราบแล้วว่าผมเทียบ IKEA เป็น Global Cloud และ SB Furniture เป็น Domestic Cloud พอจะมองเห็นภาพมากขึ้นไหมครับ

Domestic Cloud ส่วนใหญ่มีราคาที่ถูกกว่า ถ้าองค์กรไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ใหม่ล่าสุด Domestic Cloud ในปัจจุบันก็สามารถตอบโจทย์บริษัทได้เพียงพอ

เช่น Web Server, Database Server, File Server และ Active Directory หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ในเรื่องของ Support แน่นอนว่า Domestic Cloud ต้องมีผู้ Support เป็นคนท้องถิ่นทำให้สื่อสารกันได้ง่ายกว่าและพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการแต่ของทาง AWS จะมีค่า Cost ที่สูงมากในการ Support สำหรับลูกค้าองค์กร รวมไปถึงค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น เช่น Data transfer ที่หากมีการโอนถ่ายข้อมูลในปริมาณมากก็จะมี Cost ในส่วนนี้เพิ่มเติม

แบบไหนใช้งานดีกว่าหรือแย่กว่าขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน แล้วแบบไหนเหมาะกับใครล่ะ?

Domestic Cloud เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการราคาที่แน่นอน,ชัดเจน, จ่ายเงินแบบรายเดือน หรือ รายปี

Global Cloud เหมาะสำหรับ Developer ที่ใช้งานเป็นแบบ Project ที่ Run ใช้งานไม่นาน, ต้องการใช้งานได้หลาย Region หรือ Technology ที่เน้นแนว ๆ AI, IOT เป็นหลัก


สรุปข้อแตกต่างระหว่าง Domestic Cloud และ AWS


ลองเทียบราคา โดยยกตัวอย่าง Spec ที่ User ใช้งานกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้ครับ

CPU: 8 vCPU

Memory: 32 GB

HDD: 300 GB SSD

OS: Windows

Data transfer ประมาณ 50 GB

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT 

ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือทำให้ Global Cloud (AWS) เสื่อมเสีย หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

8 กรกฎาคม 2019

สวัสดีครับ ขอแนะนำ Blog ในหัวข้อที่ต่างออกไปจากเดิมสักนิดนึงนะครับ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันกันดีกว่าครับ

วันนี้จะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง Drone นะครับ มาดูกันเลย!!

An unmanned aerial vehicle (UAV) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Drone เป็นอากาศยานไร้คนขับที่เริ่มต้นมาจากการใช้งานในเชิงทหาร เพื่อเข้าไปทำภารกิจต่าง ๆ ในเขตอันตราย ช่วยในการเข้าถึงสถานที่อันตรายได้ง่ายและป้องกันการสูญเสียกำลังพล จนมาถึงปัจจุบัน มีการใช้งานที่แพร่หลายมากขี้นในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งของ, ทางการแพทย์, ทางการเกษตรและอื่น ๆ 

Drone สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเพราะในยุคสมัยนี้มีการพัฒนาระบบโครงข่าย Internet of Things ที่ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต ทำให้ลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้นได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างการใช้งานในยุคปัจจุบันดังนี้ครับ

  1. อุตสาหกรรมการขนส่ง
    ในหลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการใช้ Drone ในการขนส่งพัสดุต่าง ๆ ไปตามบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงแทนการขนส่งแบบดั้งเดิม เช่น ทางจักรยานยนต์และทางรถขนส่ง ส่วนตรงนี้ก็จะให้ประโยชน์ในการเข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย ลดปัญหาทำให้การคมนาคมติดขัด
    บริษัทที่เริ่มมีการใช้งาน Drone ขนส่งแล้ว ณ ปัจจุบัน คือ Amazon ที่มี Background เป็น E-commerce ได้ออก Drone courier service ในการส่งสินค้าแล้วชื่อว่า Prime Air ครับ (Source: https://www.businessinsider.com/amazon-and-ups-are-betting-big-on-drone-delivery-2018-3)

  2.  อุตสาหกรรมการคมนาคม
    หนึ่งในบริษัทที่ทำเรื่องการคมนาคม Uber บริษัทที่ทำ Application Platform สำหรับการเรียกรถโดยสารเพื่อให้บริการส่งผู้คน ได้ออกมาประกาศว่าจะลงทุนในการทำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ในการรับ-ส่ง ผู้คน ประมาณ 4 คน ต่อเที่ยว โดยจะเริ่มใช้งานได้จริงในปี 2023 ชื่อว่า Product Uber Air ให้บริการเริ่มต้นที่ Dallas, Los Angeles และ Melbourne

    (Source: https://mashable.com/2018/05/08/uber-air-flying-taxi-prototype/)

  3. อุตสาหกรรมการเกษตร
    ใช้ในการทำเกษตรกรรม เช่น การฉีดพ่นปุ๋ย, การรดน้ำต้นไม้ หลักการจะใช้กล้องในการตรวจหาพื้นที่ที่ต้องการ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลไปวิเคราะห์แล้วตัดสินใจว่าจะดำเนินการในส่วนใดก่อน โดยอาจจะสามารถให้ Drone ตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมได้ ตรวจหาพวกวัชพืช, ตรวจดูรอบ ๆ รั้วและตรวจหาโรคในพืช
    (Source: https://www.cnbc.com/2014/10/09/drone-gap-us-may-have-one-in-farming-say-experts.html)

  4. อุตสาหกรรมการทหาร
    ใช้ในการหาค้นหาผู้คนในที่ ๆ การเดินเท้าเข้าถึงได้ยาก มีประโยชน์อย่างมากในการลดระยะเวลาการค้นหา ใช้ในการลาดตระเวนหรือตรวจตราป้องกันอาชญากรรม(Source: http://www.jslawgroup.com/can-police-use-drones-surveillance/)

ทั้งหมดที่กล่าวมาจำเป็นต้องมีที่เก็บข้อมูลและต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมากจึงมีการนำมา Adapt เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น Big Data และ Machine Learning เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ Drone อาจจะไม่ได้ใช้สำหรับการถ่ายภาพวิวสวย ๆ อย่างเดียวนะแล้วครับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ตามความถนัดและความต้องการของแต่ละท่านนะครับ

หวังว่า Blog นี้จะเป็นไอเดียให้กับทุก ๆ คนนะครับ

ขอบคุณมากครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้หากสนใจในเชิงลึกครับ


-- Cloud HM

1 มิถุนายน 2019

DevOps Cloud by Cloud HM บริการ Cloud Server ในไทยบนคุณภาพสากล

DevOps Cloud เป็นบริการ Cloud Server ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย บน NVMe All-Flash Storage เสริมความมั่นใจบริการด้วยการันตี SLA 99.9% ให้ความช่วยเหลือโดยคนไทยทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อม Features เสริมการใช้งานที่เหนือกว่าใคร

Cloud HM จัดโปรโมชั่นพิเศษ! ส่งเสริม Software สัญชาติไทยด้วยแคมเปญ "Cloud HM x Software House" ให้บริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Software ใช้งาน Cloud Server บนระบบ DevOps Cloud ที่ใช้งานง่าย คิดค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง จะ Test ระบบก่อนขึ้น Production ก็คุ้มค่ากว่าเพียงแค่ Power Off เครื่อง ก็จะเสียค่าบริการถูกลงถึง 15 เท่าทันที สามารถบริหารจัดการ Server ได้ด้วยตัวคุณเอง ผ่านหน้า Web Portal พร้อม Features ให้เลือกใช้ฟรีมากมาย เช่น 

  1. Auto Scale - สามารถตั้งค่าขยายขนาด CPU, RAM, DISK ของ VM ให้เพิ่มขึ้น หรือลดลงอัตโนมัติตามการใช้งานได้โดยไม่ต้องคอย Monitor VM
  2. Load Balance - สามารถสร้าง Load Balance เพื่อกระจาย Traffic ให้ VM หลายๆตัวได้ หากมี Server เครื่องใดเครื่องนึง Down ไป Application จะยังสามารถใช้งานได้อยู่ 
  3. DNS Management - ช่วยให้คุณจัดการ Domain Name Server ในรูปแบบ Fully Redundant Global ได้อย่างง่ายและฟรี!
  4. Virtual Firewall -  Tools ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณจัดการ Firewall เพื่อป้องกัน VM ของคุณ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เพียงกรอกข้อมูล ก็มีสิทธิใช้ Cloud Server ฟรีทันทีถึง 3 เดือน คลิกที่นี่

เพื่อให้สอดคล้องกับยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว Cloud HM ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีผู้ผลิต Software ที่ดีออกมาให้ทั่วโลกได้เห็นว่า Software ไทย ดีแค่ไหน และทำให้ธุรกิจด้าน IT ในไทยเติบโตไปได้อย่างสวยงาม ด้วยโปรโมชั่น "ใช้งาน Cloud Server ฟรี 3 เดือน" บน Resource 5 vCPU, 5 vRAM, 200 GB NVMe SSD ที่สามารถนำไปจัดสรรเองได้มากที่สุดถึง 10 Cloud Server พร้อมตัวช่วยที่ทำให้การทำงานและ Product ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูลเข้ามาได้ที่  Cloud HM x Software House โดยเราจะทำการคัดเลือกและติดต่อไปทันที อย่ารอช้า เพราะโปรโมชั่นมีจำนวนจำกัด วันนี้ - สิ้นเดือนกรกฎาคม เท่านั้น! แล้วไปเริ่มต้นพัฒนา Software ดี ๆ บน DevOps Cloud กันได้เลย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อเราได้ที่:

Web:  https://www.cloudhm.co.th/

Line: @cloudhmco

Email: sales@cloudhm.co.th

Tel: 02-315-7504

FB:  https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

13 พฤษภาคม 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ ตามที่ได้สัญญากันไว้ว่าจะมาเขียนเรื่องการเลือกใช้ Microsoft SQL Server License

วันนี้ผู้เขียนจะมาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ ณ วันที่เขียน (11/4/2019) Microsoft SQL Server Version ล่าสุดที่มีจะเป็น Microsoft SQL Server 2017 (รุ่น 2019 ยังไม่ออกมาเต็มตัว) มี 5 Editions คือ

  1. Standard Edition เป็น Edition ทั่วไปที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด มี Feature ที่เพียงต่อการใช้งาน
  2. Enterprise Edition ตามชื่อคือ Enterprise ใช้สำหรับ Environment ที่ Critical มาก ๆ Down ไม่ได้ มี Feature ให้เลือกใช้ทุกแบบ ตัวอย่างเช่น Always On, HA, DR และ Backup
  3. Web Edition ใช้กับ Web เช่น Web Hosting มีขายเฉพาะ SPLA License เท่านั้น ราคาถูกที่สุด
  4. Developer Edition สำหรับ Developer ไว้เพื่อทดสอบระบบ เป็นตัวฟรี Feature เทียบเท่า Enterprise edition
  5. Express Edition สำหรับใช้งานใน Environment เล็ก ๆ เป็นตัวฟรีเช่นกัน

แต่สำหรับ License ที่จะนำมาเปรียบเทียบและที่เป็นที่นิยม Popular มาก ๆ ของ SQL Server มี 2 Edition คือ Standard กับ Enterprise

เรามาเริ่มที่ Volume License ของ SQL Server ที่เป็น Standard Edition กันครับ

Volume License ของ SQL Server Standard Edition มี 2 แบบ

    แบบที่ 1 เป็นการคิดจาก CAL - จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คิดราคาตามจำนวน CPU Core ของ Server + ส่วนที่ 2 คิดตามจำนวน CAL (เรียกแบบนี้ว่า CAL Model)

    สำหรับส่วนที่ 1 (Server) Microsoft ให้นับเป็นแบบ Physical Core หรือ Virtual Core เช่น Server มี 8 Core ก็จะใช้ License แบบ Per Core License 4 License (1 License = 2 Cores)

โดยขั้นต่ำของ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License อย่างน้อย 4 Cores

    สำหรับส่วนที่ 2 (CAL) Client Access License เป็น License ที่จะทำให้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Server แบ่งแยกออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. User CAL นับตามจำนวน User จะใช้งานจากกี่ Device ก็ได้ เช่น คอม, มือถือ หรือแท็บเล็ต ที่เชื่อมต่อไปหา Server
  2. Device CAL นับตามจำนวน Device ที่เข้าใช้งาน Server

เคล็ดลับสำหรับการเลือกใช้ CAL ใช้แบบไหนดี ? วิธีการตามนี้

  1. ถ้า Device ที่ใช้มีมากกว่า User ให้ใช้ User CAL (ตัวอย่างเช่น User มี Laptop, Smartphone และ Tablet ที่สามารถเข้าถึง Server ได้)
  2. ถ้า User มีมากกว่า Device ที่ Access ให้ใช้ Device CAL เช่น ทำงานเป็นกะ, โรงเรียนและโรงพยาบาล ใช้เครื่องเดียวกันผลัดเปลี่ยนหลายคน

    แบบที่ 2 เป็นการซื้อเหมาไม่จำกัด CAL - คิดตาม CPU Core ของ Server (เรียกแบบนี้ว่า Per Core Model)

    สามารถซื้อใช้กับ Physical Server และ Virtual Server ก็ได้ มีขั้นต่ำที่ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License ให้กับ Server อย่างน้อย 4 Cores ต่อ Processor

ถัดมาจะเป็น Volume License ของ SQL Server ที่เป็น Enterprise Edition ครับผม

Volume License ของ SQL Server Enterprise Edition จะคิดราคาแค่แบบเดียวคือ Per Core Model

    เป็น Per Core Model เหมือนกับ Standard Edition แต่จะต่างกันที่ Feature ที่ Enterprise มีให้มากกว่า

ข้อเสียของ Volume License คือ

  1. ไม่สามารถใช้งาน Version ใหม่ หรือ เก่ากว่าได้
  2. ไม่สามารถย้าย License จาก On-Premise ไป Virtual หรือ Cloud ได้

ปัญหาทั้ง 2 ข้อด้านบนจะหมดไป ถ้าคุณซื้อ Volume License + SA (Software Assurance)

Software Assurance ช่วยให้ผู้ใช้ได้ประโยชน์จากการใช้ License ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยประโยชน์ที่จะได้มีดังนี้ครับ

สำหรับ Standard Edition

  1. สามารถใช้งาน Version ที่ออกมาใหม่ได้ เช่น ปัจจุบันใช้งาน Version 2017 ถ้าต้องการ Implement ใหม่ใช้งาน Version 2019 ไม่จำเป็นต้องซื้อ License ใหม่
  2. สามารถย้าย License ไปยัง Server อื่นหรือ บน Cloud ได้

สำหรับ Enterprise Edition จะเพิ่มจาก 2 ข้อด้านบน คือ

  1. ใช้งานบน Virtual ได้ไม่จำกัด VM


เทคนิคการประหยัดเงินและตัวอย่างการคำนวณราคา License

ราคา License SQL Server แบบ Volume (ณ ปี 2019)

  • SQL Server 2017 Standard Edition (Server) ราคา 28,500 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • User/Device CAL ราคา 6,990 บาท/License
  • SQL Server 2017 Standard Edition (Core) ราคา 109,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • SQL Server 2017 Enterprise Edition ราคา 424,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses

อ้างอิงจาก :  https://www.2beshop.com/Microsoft-SQL-Server.html, 1 License = 2 Cores

ยกตัวอย่างติดตั้ง Standalone

มี Physical Server อยู่ 1 เครื่อง Spec 4 CPU Core ต้องการใช้งาน SQL Server Standard มี User ใช้งาน 4 คน เข้าใช้งานผ่าน PC ของใครของมัน แบบนี้จะใช้ License ตามนี้

SQL Server Standard Edition (Server) ทั้งหมด 2 Licenses (1 License / 2 Cores อย่าลืมว่าขั้นต่ำต้องซื้อ 2 Licenses = 4 Cores) + SQL Server User CAL 4 Licenses ค่าใช้จ่ายรวมจะประมาณ (28,500 x 2) + (6990 x 4) = 84,960 บาท

หรือ ถ้านับ User ไม่ได้ มีคนใช้งานเยอะนับไม่ไหว ใช้ License แบบ Core ได้ อ้างอิงจาก Physical Server เครื่องเดิม Spec 4 CPU Core จะใช้ SQL Server 2018 Standard Edition (Core) ทั้งหมด 2 Licenses

ค่าใช้จ่าย 109,000 x 2 = 218,000 บาท

จุดคุ้มทุน ถ้าเทียบที่ 4 Cores แบบ Server + CAL ต้องมี User <= 40 Users ถ้า User ใช้มากกว่านั้น ใช้แบบ Core คุ้มกว่า

ยกตัวอย่างระบบ Virtualize (VMware, Hyper-V)

กรณีที่ต้องการจะใช้ SQL Server จำนวนมาก จะมีวิธีประหยัดอยู่ครับ มาดูเคสตัวอย่างกันเลย ต้องการติดตั้ง SQL Server บน Windows Server จำนวน 40 Guests (4 Cores / Guest รวมเป็น 160 Cores) บนระบบ Virtualize ระบบมี Physical Host ขนาด 16 Cores จำนวน 2 Host รูปแบบ License ที่จะประหยัดมากที่สุดคือ SQL Server 2017 Enterprise Edition ใช้ License จำนวน 16 Licenses (1 License / 2 Cores) + SA ก็จะครอบคลุม Physical Host ทั้งหมดไม่ต้องเสียค่า License เพิ่ม คำนวณดูแล้ว ค่า License ที่เราจะเสียจะประมาณ 8 ล้านบาท

ถ้าคิดต่อ Guest ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท / Guest ถ้ามีแผนจะ Implement แนะนำให้ใช้วิธีนี้ สามารถเพิ่ม SQL Server ได้ไม่จำกัดจำนวนเลย ซึ่ง Enterprise Edition ทาง Microsoft จะแนะนำให้ใช้กับระบบ Virtualize Scale ใหญ่ ๆ อยู่แล้ว (อย่าลืมว่าต้องมีซื้อ License รวมกับ SA นะ)

ถัดมาเป็น SPLA License เป็น License เช่าใช้รายเดือน หาซื้อได้จาก Cloud Service Provider หรือ Hosting เจ้าต่าง ๆ 

SPLA License ของ SQL Server Standard Edition มี 2 แบบ

    แบบที่ 1 เป็นแบบ SAL Model

(SAL) Subscriber Access License (เหมือน CAL สำหรับ SPLA แต่เรียกว่า SAL) เป็น License ที่จะทำให้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Server แบ่งแยกออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. แบบที่ 1 User SAL นับตามจำนวน User จะใช้งานจากกี่ Device ก็ได้
  2. แบบที่ 2 Device SAL นับตามจำนวน Device ที่เข้าใช้งาน Server

SAL จะนับ User หรือ Device คล้าย ๆ กับ CAL แต่ไม่ต้องซื้อ Server License แบบ Per CAL Model

มองง่าย ๆ คือ ถ้าจะใช้ SQL Server Standard Edition แบบนับ User ได้ ให้ซื้อแค่ SAL License อย่างเดียว

    แบบที่ 2 เป็นแบบ Per Core Model นับตามจำนวน Core

สามารถซื้อใช้กับ Physical Server และ Virtual Server ก็ได้ มีขั้นต่ำที่ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License ให้กับ Server อย่างน้อย 4 Cores ต่อ Processor

ถัดมาจะเป็น SPLA License ของ SQL Server ที่เป็น Enterprise Edition ครับผม

SPLA License ของ SQL Server Enterprise Edition จะคิดราคาแค่แบบเดียวคือ Per Core Model

    เป็น Per Core Model เหมือนกับ Standard Edition แต่จะต่างกันที่ Feature ที่ Enterprise มีให้มากกว่า

จุดคุ้มทุน ถ้าเทียบกันแล้วระหว่าง SPLA กับ Volume จะอยู่ที่ 25 - 30 เดือน หากจะ Implement ใช้ในระยะยาวแล้ว แบบ Volume จะคุ้มว่า แต่ SPLA จะได้เปรียบในการประหยัด Cash Flow ได้มากกว่าครับ

สิ่งที่สำคัญของ SPLA เลยก็คือลูกค้าสามารถ Upgrade หรือ Downgrade Version SQL Server ได้ตลอด ส่วน Volume จะต้องซื้อ SA ตั้งแต่ Day One ทำให้ค่าใช้จ่ายของ Volume แบบ Total (รวม SA แล้ว) เสียเพิ่มไปอีกประมาณ 60% ของราคา License

ราคา License SQL Server แบบ SPLA (ณ ปี 2019)

  • User/Device SAL ราคา 1,000 บาท/License
  • SQL Server 2017 Standard Edition (Core) ราคา 6,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • SQL Server 2017 Enterprise Edition ราคา 22,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses

สำหรับตัวอย่างการใช้งานของ SPLA License ส่วนใหญ่ที่ใช้กันจะเป็น Standard Edition ลักษณะ SAL

มี VM ต้องการทำเป็น SQL Server มีขนาด 2 Cores มี User ใช้งาน 4 คน พร้อมกัน จะต้อง License แบบ SAL จำนวน 4 Licenses 

นับรวมค่าใช้จ่าย (1,000 x 4) = 4,000 บาท 

อ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ผู้เขียนสรุปให้กระชับด้านล่างนะครับว่า

SQL Server Edition ไหนเหมาะกับใคร

SQL Server Standard เป็น Edition ที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด มี Feature พื้นฐานเหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง

SQL Server Enterprise ใช้สำหรับ Environment ที่ Critical มาก ๆ Down ไม่ได้ มี Feature ให้เลือกใช้ทุกแบบ ตัวอย่างเช่น Always On, HA, DR และ Backup เหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ ๆ หรือผู้ที่ต้องการใช้ Feature หลาย ๆ อย่างที่ Standard Edition ไม่มี


สรุปข้อแตกต่างระหว่าง SQL Server แบบ Volume และ SPLA

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียกันไหมครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ 

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ


Blog อื่น ๆ

Volume, CAL, SPLA อธิบายง่าย ๆ ให้คุณอ่านรอบเดียวเข้าใจ

เข้าใจ WINDOWS SERVER LICENSE ง่าย ๆ จบใน 5 นาที

-- Cloud HM