Blog


19 กันยายน 2019

สวัสดีครับชาว IT ทุกท่าน ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ เคยสังเกตกันหรือไม่ครับว่าภายในองค์กรของท่านมีอุปกรณ์ IT อะไรบ้างที่อยู่ใน Data Center ส่วนใหญ่ก็จะมีพวก Server, Storage, Switch และสาย LAN ต่าง ๆ ระโยงระยางเต็มห้องไปหมดใช่ไหมครับ 

แล้วเคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้เชื่อมต่อกันหลาย ๆ เครื่อง ต้นกำเนิดมันเกิดมาจากอะไร คนที่อยู่มาก่อน ทำไมเค้าถึงออกแบบมาเป็นแบบนี้ แล้วทำไมถึงต้องมีอุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้นหล่ะ วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ

ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นมาและมีการเริ่มใช้งานกันภายในองค์กร จุดเริ่มต้นมาจากภายในองค์กรอาจจะมีการใช้งาน Application บางอย่างที่ Server เพียงเครื่องเดียว ก็เพียงพอที่จะให้พนักงานในองค์กรใช้งานได้ เป็นลักษณะตามภาพด้านล่าง เรียกว่า Client-Server Architecture

Client  - เป็นช่องทางที่พนักงานจะสามารถเข้าใช้งาน Application ได้จากอุปกรณ์ของตัวเอง เช่น Laptop, Desktop PC และอื่น ๆ

Server - เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงและมีการติดตั้ง Application ไว้

ซึ่งถ้าระบบขององค์กรเป็นแบบนี้ มีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบแค่ 1-2 คนก็เพียงพอแล้ว เพราะระบบไม่ได้ซับซ้อนมาก


Client Server

Source: https://www.oreilly.com/library/view/mastering-c-game/9781788629225/4014dd75-bda7-4467-be3c-1f074c6ec25d.xhtml

ต่อมาเมื่อเริ่มมีพนักงานมากขึ้น มีแผนกอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ Application เพิ่มขึ้น ถ้า Server ตัวเดิมยังสามารถติดตั้ง Application ได้อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้า Server spec น้อยไปหรือพื้นที่สำหรับติดตั้งไม่เพียงยังไงก็ต้องหา Server ใหม่ มาติดตั้งให้ใช้งาน

แล้วถ้ามี Application ที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็ต้องซื้อ Server มาทบเรื่อย ๆ ทำให้อาจจะต้องหาห้องไว้สำหรับติดตั้ง Server โดยเฉพาะ

ถัดมาเมื่อบริษัทเริ่ม Scale ไปจนมี Server ที่เยอะจนเกินไปไม่พอที่จะขยายได้แล้วเนื่องจากติดปัญหาเรื่องพื้นที่ ก็ได้มีผู้คิดค้นเทคโนโลยีในการแบ่ง Server ภายในเครื่อง Server ให้แยกย่อยออกไปได้หลาย ๆ Server เราเรียกการทำลักษณะนี้ว่า Virtualization technology

โดยประโยชน์ของมันคือ การที่มี Server เพียงแค่ตัวเดียว ก็สามารถสร้าง Virtual machine (เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเสมือน) ติดตั้ง Operating Systems และสามารถเลือกติดตั้ง Application ไว้ให้ใช้งานได้ตามความต้องการของแต่ละแผนก ประโยชน์อีกอย่างคือทำให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าในเรื่องของ Spec ไม่ว่าจะเป็น CPU, Memory และ Disk ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นแบบ Physical Server ถ้าอยากจะ Scale ขนาดของ Disk เพิ่ม ก็สามารถทำได้ ถ้าจะ Scale ขนาดลงจะลำบากกว่า แต่ถ้าเป็นแบบ Virtualization สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการ

ทีนี้ถ้าทำระบบเป็นแบบ Virtualization แล้วในกรณีที่มีจำนวน Application เพิ่มขึ้นก็สามารถที่จะเพิ่ม Host เพื่อรองรับ Application ที่เพิ่มขึ้นได้ (Host คือที่อยู่ของ Server) แต่ถ้าเกิด Host เสียหาย จะทำให้ Application ทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำให้เกิดเทคโนโลยี High Availability (HA) เกิดขึ้นเพื่อมาตอบโจทย์แก้ปัญหาข้างต้น 

ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ดังนี้ครับ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ Host, Application และ Server 

มี Application ติดตั้งอยู่ใน Server C ที่อยู่ภายใต้ Host 1 ใช้งานได้ปกติ แต่อยู่มาวันนึง Host 1 เกิดปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าเป็น Architecture แบบเก่าที่ไม่ได้เป็นแบบ Virtualization technology จะเกิดปัญหาใหญ่เรื่อง Downtime ของ Application อย่างแน่นอน แต่ถ้ามีเทคโนโลยี HA จะทำให้สามารถย้าย Server และ Application จาก Host 1 ไปที่ Host 2 ได้ โดยอาจจะกระทบกับการทำงานของ Application แต่จะใช้เวลาน้อยกว่าในการแก้ไข ซึ่งการทำแบบนี้ได้จะต้องทำการแยกส่วนประมวลผลกับส่วนจัดเก็บข้อมูลออกจากกันเพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ใน Storage ทั้ง Host 1 และ Host 2 สามารถใช้งานร่วมกันได้

ซึ่งระบบ Virtualization แบบนี้ จะถูกใช้ใน Infrastructure โดยองค์กรทั่วไป จนถูกเรียกอย่างคุ้นชินว่า Traditional IT Infrastructure


Traditional IT Infrastructure

Source: https://thevirtualist.org/reduce-downtime-vmware-clusters/



หัวข้อที่ผ่านมาเป็นเพียง Virtualization host ที่อยู่ภายใน Physical Server เพียงแค่ 1 Server

สำหรับส่วนนี้จะเป็น Infrastructure ที่ใหญ่ขึ้นมาอีกอันเนื่องมาจากการใช้งานที่มากขึ้นตามขนาดขององค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ส่วนนี้จะมีการเพิ่ม Physical Server เพื่อ HA ในระดับ Physical ด้วย (แน่นอนว่ามี HA ในระดับ Virtualization host) และการ Shared Storage เพื่อป้องกันกรณี Storage เสียหาย เรียกว่าการทำ RAID

ทำให้โดยรวมระบบ Traditional IT Infrastructure มีองค์ประกอบอยู่หลัก ๆ ประมาณ 4 ส่วนคือ

  1. Physical Server - Server ที่มีหน่วยประมวลผล ได้แก่ CPU และ RAM เป็นที่อยู่ของ Virtualization Host
  1. Storage - ส่วนที่ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย Hard disk หลาย ๆ ลูก อาจจะเป็น SAN หรือ NAS ที่ใช้งานแบบ Share
  2. Network Switch - สำหรับใช้เชื่อมต่อ Server กับ Network อื่น ๆ ด้วย Ethernet port
  3. Storage Switch - สำหรับใช้เชือมต่อ Storage กับ Server ด้วย Fiber channel port

ผู้ดูแลในส่วนนี้จะเริ่มต้องแบ่งแยกมากขึ้นจากที่แค่คนเดียวก็สามารถดูแลได้ทั้งระบบ โดยส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นหลัก ๆ ประมาณ 3 ส่วนงานคือ

  1. Systems admin - ดูแลจัดการเรื่อง Server, Virtualization host
  2. Network admin - ดูแลเรื่องของระบบ Network
  3. Storage admin - ดูแลเรื่องของ Storage, Capacity plan

ข้อดี - หากต้องการใช้งาน CPU และ Memory เพิ่ม สามารถเติม Server ได้, หากต้องการเพิ่มขนาด Hard disk ก็สามารถหา Storage มาเติมได้

ข้อเสีย - ต้องใช้คนดูแลหลาย ๆ ส่วน หากเกิดปัญหาต้องมาไล่ตรวจสอบว่าเกิดจากอะไร ซึ่งในความเป็นจริงจะเสียเวลามาก

จากปัญหาเรื่องจำนวนพนักงานที่ต้องดูแลระบบ Infrastructure ก็ได้มีผู้คิดค้น Infrastructure แบบใหม่ขึ้นมา (จริงๆ น่าจะย้อนกลับไปแบบเดิมมากกว่า) มาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือการนำ Compute กับ Storage มารวมกันเลย เพื่อให้ดูแลจัดการได้ง่าย ไม่ต้องใช้คนดูแลเยอะ ทีนี่หลาย ๆ คน น่าจะเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมต้องย้อนกลับไปให้โครงสร้างคล้าย ๆ กับ แบบเก่า?

คำตอบคือ ในสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถนำ Compute, Storage มารวมกันได้ ทำให้เหลือ Resource ที่เป็นเศษ ๆ ไม่สามารถใช้งานได้คุ้มค่าตามขนาดที่มี แต่เทคโนโลยีใหม่นี้สามารถนำ Compute มารวมเป็น Compute pool เดียวกัน, Storage มารวมเป็น Storage pool เดียวกัน ให้หยิบไปใช้สร้าง Virtual Machine หรือเพิ่มขนาดของ Disk จากทุก Physical Server ที่เชื่อมต่อกันอยู่

เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Hyper-Converged 

จากที่เกริ่นไปข้างต้น Hyper-Converged Infrastructure เป็นการรวม Compute + Storage เข้าไว้ด้วยกันและใช้ Software-defined ในการจัดการ Storage ในแต่ละ Server

เหมาะสำหรับใช้งานเป็น Private Cloud ติดตั้งพวกระบบ VMware หรือ Hyper-V ที่เป็น Virtualization host ในด้าน Physical โดยปกติแล้วระบบ HCI จะไม่ได้มีแค่ Physical Server แค่ตัวเดียว แต่จะมีจำนวนขั้นต่ำของ Server คือ 3 Node เพื่อให้มีการ Redundancy ในกรณีที่บาง Node เกิดการเสียหาย Step ถัดมา จะต้องสร้าง Virtual Machine และติดตั้ง Software-defined ลงไป หลังจากนั้นก็จะใช้ Software-defined ในการจัดการ Disk ที่อยู่ในแต่ละ Server มาทำเป็น Pool กลาง เรียกว่า Single storage pool ให้ทุก Virtual Server สามารถได้ใช้งาน Disk จาก 3 node กรณีที่ Hard disk มีปัญหา ระบบก็ยังทำงานได้เป็นปกติและสามารถนำ Hard disk ใหม่มาเปลี่ยนได้ ทำให้มีการใช้งาน Resource ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งราคาก็ไม่ได้สูงมากจนเกินไปถ้าใช้อยู่ในระดับองค์ที่ Scale ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากครับ

ข้อดี - Performance ดีมาก, ดูแลจัดการได้ง่าย ใช้คนดูแลไม่เยอะเพราะระบบทุกอย่างรวมอยู่ในส่วน ๆ เดียว, ใช้พื้นที่ไม่เยอะ 

ข้อเสีย - ไม่สามารถที่จะ Scale อย่างใดอย่างหนี่งได้ เช่น ต้องการ CPU และ Memory เพิ่ม, ค่า License มีราคาค่อนข้างสูง



ตารางเปรียบเทียบของ Traditional IT Infrastructure กับ Hyper-Converged Infrastructure 


สรุปให้สำหรับชาว IT ว่าคุณควรจะเลือก Infrastructure แบบไหนดีในการ Implement?

  • Traditional Infrastructure จะมีความยุ่งยากในการ Implement เนื่องจากต้องใช้หลายองค์ประกอบมารวมกันเป็น Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น Server, Network และ Storage ซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาออกแบบและดูแล ทำให้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีผู้ที่มี Skill อยู่ และถ้าขนาดขององค์กรมีขนาดใหญ่การใช้ Infrastructure แบบนี้ก็จะลด Cost ลงไปได้เยอะเพราะสามารถซื้ออุปกรณ์เป็นจำนวนมากในราคาที่ถูกลง 
  • Hyper-Converged Infrastructure เหมาะสำหรับองค์กรที่เริ่ม Implement ใหม่ ยังมีจำนวน Server ไม่เยอะมาก และไม่อยากมีปัญหากับการจัดการระบบแยกส่วนกัน ทำให้มีคนดูแลไม่ต้องมาก ก็สามารถดูแลได้ครอบคลุม 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

Source รูปภาพบทความ: https://www.researchgate.net/figure/IT-Infrastructure-evolution_fig2_266502431


-- Cloud HM

3 กันยายน 2019

สวัสดีครับ ชาว IT ทุกท่าน หลาย ๆ ท่านที่ทำงานในบริษัท แน่นอนว่าต้องมี Server ติดตั้งที่สำนักงานของท่านกันใช่หรือไม่ครับ

บางท่านอาจจะไม่ได้ติดตั้งที่สำนักงานก็จะนำ Server ไปติดตั้งไว้ในพื้นที่ให้เช่า ก็แล้วแต่กรณีครับ นึกออกกันแล้วใช่ไหมครับ วันนี้ผมจะมาอธิบายเรื่อง Data Center ให้ทราบเป็นเกร็ดความรู้กันนะครับ เผื่อจะได้เป็นแผนในการไปเช่าพื้นที่ให้เหมาะสมกับงบประมาณที่บริษัทของท่าน ๆ มีครับ เริ่มกันเลยครับ

Data Center คือ สถานที่ที่ใช้ในการวาง Server, อุปกรณ์สื่อสารจำพวก Network, ระบบ Storage เป็นต้น

โดยระบบของ Data Center ต้องมีระบบจ่ายไฟที่เพียงพอต่อการรองรับของ Server หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มาติดตั้งที่ Data Center, ต้องมีเรื่องของอุณหภูมิที่เหมาะสม การระบายความร้อนต่าง ๆ เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ, ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและสังเกตการณ์หากเกิดปัญหากับระบบใน Data Center และต้องมีการป้องกันความเสี่ยงต่ออุปกรณ์ เช่น มีระบบดับเพลิง มีอุปกรณ์สำหรับงัดแงะในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ทีนี้ก็จะมีข้อสงสัยกันใช่ไหมครับว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า Data Center ที่เราจะนำอุปกรณ์ไปวางหรือสร้างใช้งานเองในบริษัทจะไว้ใจได้อย่างไร มีความปลอดภัยมากเพียงใด Uptime มีกี่ %

ขออนุญาตขยายความคำว่า "Uptime" เพิ่มเติมเล็กน้อยเผื่อบางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจนะครับ

Uptime เป็น % ที่บ่งบอกถึงการทำงานที่เป็นปกติของ Data Center เทียบต่อ 1 ปี Uptime 100% หมายถึงระบบใน Data Center ไม่มีปัญหาในการให้บริการในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าหรือระบบระบายอากาศ เป็นต้น ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีที่ใดสามารถการันตี

Uptime เป็น 100% ได้ มาตรฐานส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 99.XXX% โดย 0.XXX% ที่เหลือ คือ ระยะเวลามากที่สุดที่อุปกรณ์จะเกิด Downtime ต่อปี

ในปัจจุบัน มาตรฐานสำหรับ Data Center จะเรียกว่า Tier แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ครับ

Tier I หรือ Tier 1 (Basic Capacity) เป็น Tier ที่ Basic ที่สุดของ Data Center การเสียหายและความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นจะมีผลกระทบไปทั้งอุปกรณ์และระบบของ Data Center ขณะ Maintenance ระบบ หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายต่าง ๆ Data Center จะได้รับผลกระทบไปด้วย

Data Center แบบนี้ไม่มีพื้นแบบยก (Raised floors) ที่ใช้ระบายอากาศ, ไม่มี Redundant power supplies (ระบบจ่ายไฟฟ้าตัวสำรอง) และไม่มี UPS (ระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองกรณี Power supplies ทำงานไม่ได้)

  • Uptime 99.671%
  • Maximum downtime 1729 นาที หรือ 28 ชั่วโมง 48 นาที/ปี

Raised Floor (พื้นยก) - มีพื้นที่ใต้พื้นในการวางสายไฟ หรือ วางระบบปรับอากาศ

Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Raised_floor


Tier II หรือ Tier 2 (Redundant Capacity) เป็น Tier ที่มีอุปกรณ์สำรองบางส่วนในระบบไฟฟ้า,

ระบบระบายอากาศและระบบทำความเย็น (Partial redundant) ไม่ได้เป็นแบบ Fully redundant เพราะไม่ครอบคลุมระบบทั้งหมด ข้อมูลข้างต้นคือสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาหากเทียบกับ Tier 1 

  • Uptime 99.741%
  • Maximum downtime 1361.3 นาที หรือ 22 ชั่วโมง 41 นาที 18 วินาที/ปี

Electric Generator - เครื่องปั่นไฟสำหรับการใช้งานของ Data Center

Source: https://datacenterfrontier.com/root-data-centers/root-generators-side/


Tier III หรือ Tier 3 (Concurrently maintenance DC) รวมคุณสมบัติทั้งหมดของ Tier 1 และ Tier 2 แต่ในการซ่อมแซมอุปกรณ์

หรือ Maintenance จะไม่กระทบกับการทำงานของ Data Center ก็คือสามารถถอดอุปกรณ์แล้วเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่กระทบนั่นเอง

อุปกรณ์ IT ทั้งหมดใน Data Center จะได้รับไฟฟ้าจาก 2 แหล่ง (Dual power supplies) ที่มี UPS ต่อเข้ากับแต่ละแหล่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่ง UPS ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว ทำให้สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่กระทบการทำงานของ Server ระบบ Redundant ของการปรับอากาศก็เช่นกัน เมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งเสีย อีกตัวจะทำงานทันที 

Tier 3 ไม่ได้มีระบบที่มี 2 ชุดที่สำรองที่แยกกันโดยสมบูรณ์ (Fault Tolerance) เนื่องจากยังคงมีการใช้งานระบบบางจุดร่วมกัน เช่น อาจจะมีระบบไฟฟ้าจาก 2 แหล่งก็จริง แต่มีจุดที่ต้องรวบไปใช้งานร่วมกัน เช่น ระบบทำความเย็นมีแค่ 1 ชุดที่รับไฟฟ้าจาก 2 แหล่ง หากระบบทำความเย็นพังก็จะกระทบกับ Data Center เป็นต้น

  • Uptime 99.982%
  • Maximum downtime 94.6 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 34 นาที 36 วินาที/ปี

UPS - เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

Source: https://datacenterpost.com/need-ups-data-centers/


Tier IV หรือ Tier 4 (Fault Tolerance) เป็น Tier สูงสุดของมาตรฐาน Data Center มีระบบที่เป็น Fully redundant มีอุปกรณ์ที่จำเป็นแยก 2 ชุดโดยชัดเจน หมายความว่า อุปกรณ์ IT ทั้งหมดจะได้รับไฟฟ้าจากแหล่งจ่าย 2 แหล่ง แยก Generator กัน มีระบบ UPS 2 ระบบและมีระบบปรับอากาศ 2 ระบบ อีกเช่นกัน ถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ระบบจะยังคงทำงานได้เป็นปกติ การทำงานของ IT จะกระทบก็ต่อเมื่อระบบไฟฟ้าจาก 2 แหล่งเสียพร้อมกัน หรือระบบปรับอากาศเสียพร้อมกัน

  • Uptime 99.995%
  • Maximum downtime 26.3 นาที หรือ 26 นาที 18 วินาที/ปี


ตารางเปรียบเทียบ Tier เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น สามารถดูได้ตามตารางด้านล่างครับ

*N ย่อมากจาก Need หมายถึง จำเป็นต้องมี

*N+1 มาจาก N มาจาก Need, +1 มาจากมีระบบสำรองบางส่วน

*2(N+1) หมายถึง มี Need 2 ชุด Fully redundant โดยสมบูรณ์


จากที่ให้ข้อมูลมา ผู้เขียนขอสรุปให้ดังนี้นะครับ

Data Center Tier บ่งบอกถึงความสามารถในการให้บริการ ของ Data Center โดยไม่ติดปัญหา (Uptime) หากบริษัทหรือองค์กรของคุณกำลังมอง Data Center ในการวาง Server มีคำแนะนำดังนี้ครับ

  • Uptime guarantee - มีการการันตีที่กี่ % หากเป็นองค์กรที่ไม่ได้ต้อง Run ธุรกิจตลอด 24*7 Tier II น่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน
  • Performance - ประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งานขององค์กรหรือไม่ Facility เป็นอย่างไร การอำนวยความสะดวกในการเข้า Data Center
  • Investment - เทียบค่าใช้จ่ายในการวาง Server แล้วแยกเป็น Tier, หากยิ่ง Tier สูง ยิ่งมีราคาแพงขึ้นเนื่องจาก % Uptime ที่สูงขึ้น
  • Return on investment (ROI) - หากจะลงทุนทำ Data Center เอง ก็ต้องคิดถึงจุดคุ้มทุน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Commentที่ Postใน Facebookได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

Source รูปภาพบทความ : https://www.volico.com/what-are-the-major-differences-between-data-center-tiers/


-- Cloud HM

30 กรกฎาคม 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน ในทุกวันนี้องค์กรสมัยใหม่จะนิยม Implement ระบบไว้บน Cloud เพื่อให้บุคลากรใช้งานกันได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องลงทุนสร้างหรือหาห้องสำหรับวาง Server ตัวใหญ่ ๆ ที่บริษัทกันใช่ไหมครับ แล้ว Cloud ที่เลือกใช้กัน จะไปหาซื้อบริการได้จากที่ไหนล่ะ สำหรับวันนี้จะมาแชร์ในหัวข้อ AWS VS Domestic Cloud ว่าแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะสำหรับท่านมากกว่าครับ

ขอเริ่มต้นใกล้ ๆ ตัวกันที่ Domestic Cloud (ผู้ให้บริการ Cloud ภายในประเทศไทย) ก่อนนะครับ สำหรับ Cloud Provider ในประเทศไทย ทุก ๆ รายจะต้องมีบริการที่ Basic ที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กร

หรือลูกค้ารายย่อย นั่นก็คือบริการที่เรียกว่า Infrastructure as a Service หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IaaS เป็นบริการที่ Provider เป็นเจ้าของ Hardware ส่วนลูกค้าก็เป็นผู้ใช้บริการ Virtual Server ที่ได้รับการแบ่งพื้นที่จาก Physical Server ของ Cloud Provider ตามแต่ความต้องการของลูกค้าที่จะใช้งาน เช่น ต้องการพื้นที่ Hard disk ขนาดเท่าไหร่, CPU 4 Cores พอใช้งานไหม, ขอให้ติดตั้ง OS เป็น Ubuntu 16.04 ได้ไหม เป็นต้น

โดยองค์ประกอบของ Domestic Cloud ที่ Cloud Provider ในไทยส่วนใหญ่มีให้ มีดังนี้ครับ

  1. Compute หรือ CPU และ Memory เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผล
  2. Storage (Hard Disk) - ใช้สำหรับเก็บข้อมูล 
  3. Operating System หรือ OS - ระบบปฏิบัติการที่ใช้งาน
  4. IP Address - ใช้สำหรับ Access ไปยัง Server ด้วย RDP หรือ SSH ผ่าน Public IP Address หรืออาจจะทำ Solution เป็น Private IP Address ให้ Access ผ่าน MPLS ก็ทำได้
  5. Data Transfer - ไม่มีการคิดค่าบริการในการนำข้อมูลเข้าและออกจาก Server ผ่าน Internet
  6. Monitoring Tools - ใช้สำหรับ Monitor Server เช่น การใช้งาน CPU เกิน threshold, การใช้งาน Memory เกิน threshold และ Monitor Traffic การใช้งาน Internet เป็นต้น
  7. Backup - เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะต้องมีการสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันกรณีฉุกเฉิน เช่น Server ทำงานผิดปกติ, Upgrade Software แล้วมีปัญหาต้องการ Rollback
  8. Support - สำหรับช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการ

ถัดมาจะมาแนะนำ Global Cloud นะครับ ขอยกมาเฉพาะรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก คือ Amazon Web Services (AWS) ของ Mr.Jeff Bezos เศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

สิ่งที่ Global Cloud มีนั้น องค์ประกอบไม่ได้แตกต่างไปจาก Domestic Cloud เลย แต่ทาง AWS จะคิดค่าบริการแยกเป็น Service ออกมาเป็นองค์ประกอบดังนี้ครับ

  1. EC2 - เป็นบริการรูปแบบคล้ายคลึงกับ IaaS เรียก Machine เป็น Instance แต่ Storage ที่มีให้จะเป็นแบบ Temporary (ปิด Instance แล้วข้อมูลหาย)
  2. EBS - เป็นบริการ Storage ถาวร หากต้องการใช้งาน Server ที่ต้องเก็บข้อมูลภายใน Server จำเป็นต้องใช้ EC2 + EBS
  3. Operating System จะมีให้เลือกจากบริการ EC2
  4. IP Address - หาก Stop Instance จะกลับไปใช้ Public IP เดิมไม่ได้ จึงต้องซื้อบริการที่มีชื่อว่า Elastic IP Address (Static IP แบบเป็น Pool Limit ที่ 5 IP Address)
  5. Data Transfer - จะถูกคิดบริการเมื่อนำข้อมูลออกจาก Instance ผ่าน Internet โดยมีให้เงื่อนไขว่าคิดค่าบริการอย่างไร 
  6. AWS CloudWatch - เป็นบริการ Monitoring Usage ของ EC2 เช่น Application error, Error logs และ Log analytic เป็นต้น
  7. AWS Backup - เป็นบริการ Backup ของทาง AWS สามารถ Backup ได้ทั้ง On-Premise และ On-Cloud
  8. AWS Support - เป็นบริการ Support จากทาง AWS

จากองค์ประกอบด้านบนของทั้ง Domestic Cloud และ Global Cloud (AWS) จะเห็นได้ว่าบริการไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่ได้เรียนไป แต่ AWS มีเงื่อนไขที่ยิบย่อย เช่น

ถ้าคุณจะใช้ Server คุณก็ต้องมี EC2+EBS เพื่อใช้งาน

ถ้าคุณอยากให้ IP เป็น Static ผูกกับ Machine ถาวร AWS ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ในจุดนี้

ถ้าคุณโอนถ่ายข้อมูลบ่อย ก็จะเสียค่าบริการในการนำข้อมูลออกมาจาก Instance

ถ้าคุณอยากใช้ระบบ Monitoring คุณก็ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อใช้งาน Service CloudWatch

ถ้าคุณต้องการ Backup เพื่อสำรองข้อมูลของ Server คุณจะต้องซื้อบริการ AWS Backup มาใช้งาน

ถ้าคุณต้องการ Support จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับ AWS Support

จากที่อธิบายไว้ด้านบน AWS จะมีการคิดค่าบริการแบบ Pay-As-You-Go ประมาณว่า คุณใช้เท่าไหร่เราคิดเท่านั้น แต่ของ Domestic Cloud ส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี

ทำให้การคิดค่าใช้จ่ายไม่ยุ่งยากสำหรับองค์กรเมื่อเทียบกับ AWS รวมไปถึง Service ที่ให้มาของ Domestic Cloud จะเป็นแบบมัดรวมองค์ประกอบทุกอย่างมาให้จบในราคาเดียว ขอยกตัวอย่างแบบนี้นะครับ หลายท่านน่าจะรู้จัก Brand furniture ระดับโลก คือ IKEA ซึ่งเน้นไปที่ Self-service ในการเลือกซื้อสิ่งที่ต้องการ ถึงบ้านก็เอาไปประกอบเอง ติดตั้งเอง เหมาะกับแนว Individual ชอบทำเองมีทักษะ เมื่อเทียบกับ SB Furniture ที่เป็น Local Brand ที่ซื้อแล้วมีบริการส่งและติดตั้งให้ถึงที่พักอาศัย แบบนี้ SB จะเหมาะกับองค์กรมากกว่าเพราะไม่ต้องติดตั้งและนั่งประกอบเอง การติดตั้งหรือประกอบเองจะต้องใช้ Know-how และเวลา หลาย ๆ ท่านคงจะทราบแล้วว่าผมเทียบ IKEA เป็น Global Cloud และ SB Furniture เป็น Domestic Cloud พอจะมองเห็นภาพมากขึ้นไหมครับ

Domestic Cloud ส่วนใหญ่มีราคาที่ถูกกว่า ถ้าองค์กรไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ใหม่ล่าสุด Domestic Cloud ในปัจจุบันก็สามารถตอบโจทย์บริษัทได้เพียงพอ

เช่น Web Server, Database Server, File Server และ Active Directory หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ในเรื่องของ Support แน่นอนว่า Domestic Cloud ต้องมีผู้ Support เป็นคนท้องถิ่นทำให้สื่อสารกันได้ง่ายกว่าและพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการแต่ของทาง AWS จะมีค่า Cost ที่สูงมากในการ Support สำหรับลูกค้าองค์กร รวมไปถึงค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น เช่น Data transfer ที่หากมีการโอนถ่ายข้อมูลในปริมาณมากก็จะมี Cost ในส่วนนี้เพิ่มเติม

แบบไหนใช้งานดีกว่าหรือแย่กว่าขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน แล้วแบบไหนเหมาะกับใครล่ะ?

Domestic Cloud เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการราคาที่แน่นอน,ชัดเจน, จ่ายเงินแบบรายเดือน หรือ รายปี

Global Cloud เหมาะสำหรับ Developer ที่ใช้งานเป็นแบบ Project ที่ Run ใช้งานไม่นาน, ต้องการใช้งานได้หลาย Region หรือ Technology ที่เน้นแนว ๆ AI, IOT เป็นหลัก


สรุปข้อแตกต่างระหว่าง Domestic Cloud และ AWS


ลองเทียบราคา โดยยกตัวอย่าง Spec ที่ User ใช้งานกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้ครับ

CPU: 8 vCPU

Memory: 32 GB

HDD: 300 GB SSD

OS: Windows

Data transfer ประมาณ 50 GB

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Blog นี้ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ สามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ หากสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับวงการ IT 

ก็สามารถ Comment แนะนำมากันได้นะครับ ฝากกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือทำให้ Global Cloud (AWS) เสื่อมเสีย หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ


-- Cloud HM

8 กรกฎาคม 2019

สวัสดีครับ ขอแนะนำ Blog ในหัวข้อที่ต่างออกไปจากเดิมสักนิดนึงนะครับ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันกันดีกว่าครับ

วันนี้จะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง Drone นะครับ มาดูกันเลย!!

An unmanned aerial vehicle (UAV) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Drone เป็นอากาศยานไร้คนขับที่เริ่มต้นมาจากการใช้งานในเชิงทหาร เพื่อเข้าไปทำภารกิจต่าง ๆ ในเขตอันตราย ช่วยในการเข้าถึงสถานที่อันตรายได้ง่ายและป้องกันการสูญเสียกำลังพล จนมาถึงปัจจุบัน มีการใช้งานที่แพร่หลายมากขี้นในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งของ, ทางการแพทย์, ทางการเกษตรและอื่น ๆ 

Drone สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเพราะในยุคสมัยนี้มีการพัฒนาระบบโครงข่าย Internet of Things ที่ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต ทำให้ลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้นได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างการใช้งานในยุคปัจจุบันดังนี้ครับ

  1. อุตสาหกรรมการขนส่ง
    ในหลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการใช้ Drone ในการขนส่งพัสดุต่าง ๆ ไปตามบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงแทนการขนส่งแบบดั้งเดิม เช่น ทางจักรยานยนต์และทางรถขนส่ง ส่วนตรงนี้ก็จะให้ประโยชน์ในการเข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย ลดปัญหาทำให้การคมนาคมติดขัด
    บริษัทที่เริ่มมีการใช้งาน Drone ขนส่งแล้ว ณ ปัจจุบัน คือ Amazon ที่มี Background เป็น E-commerce ได้ออก Drone courier service ในการส่งสินค้าแล้วชื่อว่า Prime Air ครับ (Source: https://www.businessinsider.com/amazon-and-ups-are-betting-big-on-drone-delivery-2018-3)

  2.  อุตสาหกรรมการคมนาคม
    หนึ่งในบริษัทที่ทำเรื่องการคมนาคม Uber บริษัทที่ทำ Application Platform สำหรับการเรียกรถโดยสารเพื่อให้บริการส่งผู้คน ได้ออกมาประกาศว่าจะลงทุนในการทำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ในการรับ-ส่ง ผู้คน ประมาณ 4 คน ต่อเที่ยว โดยจะเริ่มใช้งานได้จริงในปี 2023 ชื่อว่า Product Uber Air ให้บริการเริ่มต้นที่ Dallas, Los Angeles และ Melbourne

    (Source: https://mashable.com/2018/05/08/uber-air-flying-taxi-prototype/)

  3. อุตสาหกรรมการเกษตร
    ใช้ในการทำเกษตรกรรม เช่น การฉีดพ่นปุ๋ย, การรดน้ำต้นไม้ หลักการจะใช้กล้องในการตรวจหาพื้นที่ที่ต้องการ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลไปวิเคราะห์แล้วตัดสินใจว่าจะดำเนินการในส่วนใดก่อน โดยอาจจะสามารถให้ Drone ตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมได้ ตรวจหาพวกวัชพืช, ตรวจดูรอบ ๆ รั้วและตรวจหาโรคในพืช
    (Source: https://www.cnbc.com/2014/10/09/drone-gap-us-may-have-one-in-farming-say-experts.html)

  4. อุตสาหกรรมการทหาร
    ใช้ในการหาค้นหาผู้คนในที่ ๆ การเดินเท้าเข้าถึงได้ยาก มีประโยชน์อย่างมากในการลดระยะเวลาการค้นหา ใช้ในการลาดตระเวนหรือตรวจตราป้องกันอาชญากรรม(Source: http://www.jslawgroup.com/can-police-use-drones-surveillance/)

ทั้งหมดที่กล่าวมาจำเป็นต้องมีที่เก็บข้อมูลและต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมากจึงมีการนำมา Adapt เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น Big Data และ Machine Learning เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ Drone อาจจะไม่ได้ใช้สำหรับการถ่ายภาพวิวสวย ๆ อย่างเดียวนะแล้วครับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ตามความถนัดและความต้องการของแต่ละท่านนะครับ

หวังว่า Blog นี้จะเป็นไอเดียให้กับทุก ๆ คนนะครับ

ขอบคุณมากครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้หากสนใจในเชิงลึกครับ


-- Cloud HM

1 มิถุนายน 2019

DevOps Cloud by Cloud HM บริการ Cloud Server ในไทยบนคุณภาพสากล

DevOps Cloud เป็นบริการ Cloud Server ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย บน NVMe All-Flash Storage เสริมความมั่นใจบริการด้วยการันตี SLA 99.9% ให้ความช่วยเหลือโดยคนไทยทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อม Features เสริมการใช้งานที่เหนือกว่าใคร

Cloud HM จัดโปรโมชั่นพิเศษ! ส่งเสริม Software สัญชาติไทยด้วยแคมเปญ "Cloud HM x Software House" ให้บริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Software ใช้งาน Cloud Server บนระบบ DevOps Cloud ที่ใช้งานง่าย คิดค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง จะ Test ระบบก่อนขึ้น Production ก็คุ้มค่ากว่าเพียงแค่ Power Off เครื่อง ก็จะเสียค่าบริการถูกลงถึง 15 เท่าทันที สามารถบริหารจัดการ Server ได้ด้วยตัวคุณเอง ผ่านหน้า Web Portal พร้อม Features ให้เลือกใช้ฟรีมากมาย เช่น 

  1. Auto Scale - สามารถตั้งค่าขยายขนาด CPU, RAM, DISK ของ VM ให้เพิ่มขึ้น หรือลดลงอัตโนมัติตามการใช้งานได้โดยไม่ต้องคอย Monitor VM
  2. Load Balance - สามารถสร้าง Load Balance เพื่อกระจาย Traffic ให้ VM หลายๆตัวได้ หากมี Server เครื่องใดเครื่องนึง Down ไป Application จะยังสามารถใช้งานได้อยู่ 
  3. DNS Management - ช่วยให้คุณจัดการ Domain Name Server ในรูปแบบ Fully Redundant Global ได้อย่างง่ายและฟรี!
  4. Virtual Firewall -  Tools ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณจัดการ Firewall เพื่อป้องกัน VM ของคุณ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เพียงกรอกข้อมูล ก็มีสิทธิใช้ Cloud Server ฟรีทันทีถึง 3 เดือน คลิกที่นี่

เพื่อให้สอดคล้องกับยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว Cloud HM ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีผู้ผลิต Software ที่ดีออกมาให้ทั่วโลกได้เห็นว่า Software ไทย ดีแค่ไหน และทำให้ธุรกิจด้าน IT ในไทยเติบโตไปได้อย่างสวยงาม ด้วยโปรโมชั่น "ใช้งาน Cloud Server ฟรี 3 เดือน" บน Resource 5 vCPU, 5 vRAM, 200 GB NVMe SSD ที่สามารถนำไปจัดสรรเองได้มากที่สุดถึง 10 Cloud Server พร้อมตัวช่วยที่ทำให้การทำงานและ Product ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูลเข้ามาได้ที่  Cloud HM x Software House โดยเราจะทำการคัดเลือกและติดต่อไปทันที อย่ารอช้า เพราะโปรโมชั่นมีจำนวนจำกัด วันนี้ - สิ้นเดือนกรกฎาคม เท่านั้น! แล้วไปเริ่มต้นพัฒนา Software ดี ๆ บน DevOps Cloud กันได้เลย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อเราได้ที่:

Web:  https://www.cloudhm.co.th/

Line: @cloudhmco

Email: sales@cloudhm.co.th

Tel: 02-315-7504

FB:  https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

13 พฤษภาคม 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ ตามที่ได้สัญญากันไว้ว่าจะมาเขียนเรื่องการเลือกใช้ Microsoft SQL Server License

วันนี้ผู้เขียนจะมาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ ณ วันที่เขียน (11/4/2019) Microsoft SQL Server Version ล่าสุดที่มีจะเป็น Microsoft SQL Server 2017 (รุ่น 2019 ยังไม่ออกมาเต็มตัว) มี 5 Editions คือ

  1. Standard Edition เป็น Edition ทั่วไปที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด มี Feature ที่เพียงต่อการใช้งาน
  2. Enterprise Edition ตามชื่อคือ Enterprise ใช้สำหรับ Environment ที่ Critical มาก ๆ Down ไม่ได้ มี Feature ให้เลือกใช้ทุกแบบ ตัวอย่างเช่น Always On, HA, DR และ Backup
  3. Web Edition ใช้กับ Web เช่น Web Hosting มีขายเฉพาะ SPLA License เท่านั้น ราคาถูกที่สุด
  4. Developer Edition สำหรับ Developer ไว้เพื่อทดสอบระบบ เป็นตัวฟรี Feature เทียบเท่า Enterprise edition
  5. Express Edition สำหรับใช้งานใน Environment เล็ก ๆ เป็นตัวฟรีเช่นกัน

แต่สำหรับ License ที่จะนำมาเปรียบเทียบและที่เป็นที่นิยม Popular มาก ๆ ของ SQL Server มี 2 Edition คือ Standard กับ Enterprise

เรามาเริ่มที่ Volume License ของ SQL Server ที่เป็น Standard Edition กันครับ

Volume License ของ SQL Server Standard Edition มี 2 แบบ

    แบบที่ 1 เป็นการคิดจาก CAL - จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คิดราคาตามจำนวน CPU Core ของ Server + ส่วนที่ 2 คิดตามจำนวน CAL (เรียกแบบนี้ว่า CAL Model)

    สำหรับส่วนที่ 1 (Server) Microsoft ให้นับเป็นแบบ Physical Core หรือ Virtual Core เช่น Server มี 8 Core ก็จะใช้ License แบบ Per Core License 4 License (1 License = 2 Cores)

โดยขั้นต่ำของ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License อย่างน้อย 4 Cores

    สำหรับส่วนที่ 2 (CAL) Client Access License เป็น License ที่จะทำให้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Server แบ่งแยกออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. User CAL นับตามจำนวน User จะใช้งานจากกี่ Device ก็ได้ เช่น คอม, มือถือ หรือแท็บเล็ต ที่เชื่อมต่อไปหา Server
  2. Device CAL นับตามจำนวน Device ที่เข้าใช้งาน Server

เคล็ดลับสำหรับการเลือกใช้ CAL ใช้แบบไหนดี ? วิธีการตามนี้

  1. ถ้า Device ที่ใช้มีมากกว่า User ให้ใช้ User CAL (ตัวอย่างเช่น User มี Laptop, Smartphone และ Tablet ที่สามารถเข้าถึง Server ได้)
  2. ถ้า User มีมากกว่า Device ที่ Access ให้ใช้ Device CAL เช่น ทำงานเป็นกะ, โรงเรียนและโรงพยาบาล ใช้เครื่องเดียวกันผลัดเปลี่ยนหลายคน

    แบบที่ 2 เป็นการซื้อเหมาไม่จำกัด CAL - คิดตาม CPU Core ของ Server (เรียกแบบนี้ว่า Per Core Model)

    สามารถซื้อใช้กับ Physical Server และ Virtual Server ก็ได้ มีขั้นต่ำที่ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License ให้กับ Server อย่างน้อย 4 Cores ต่อ Processor

ถัดมาจะเป็น Volume License ของ SQL Server ที่เป็น Enterprise Edition ครับผม

Volume License ของ SQL Server Enterprise Edition จะคิดราคาแค่แบบเดียวคือ Per Core Model

    เป็น Per Core Model เหมือนกับ Standard Edition แต่จะต่างกันที่ Feature ที่ Enterprise มีให้มากกว่า

ข้อเสียของ Volume License คือ

  1. ไม่สามารถใช้งาน Version ใหม่ หรือ เก่ากว่าได้
  2. ไม่สามารถย้าย License จาก On-Premise ไป Virtual หรือ Cloud ได้

ปัญหาทั้ง 2 ข้อด้านบนจะหมดไป ถ้าคุณซื้อ Volume License + SA (Software Assurance)

Software Assurance ช่วยให้ผู้ใช้ได้ประโยชน์จากการใช้ License ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยประโยชน์ที่จะได้มีดังนี้ครับ

สำหรับ Standard Edition

  1. สามารถใช้งาน Version ที่ออกมาใหม่ได้ เช่น ปัจจุบันใช้งาน Version 2017 ถ้าต้องการ Implement ใหม่ใช้งาน Version 2019 ไม่จำเป็นต้องซื้อ License ใหม่
  2. สามารถย้าย License ไปยัง Server อื่นหรือ บน Cloud ได้

สำหรับ Enterprise Edition จะเพิ่มจาก 2 ข้อด้านบน คือ

  1. ใช้งานบน Virtual ได้ไม่จำกัด VM


เทคนิคการประหยัดเงินและตัวอย่างการคำนวณราคา License

ราคา License SQL Server แบบ Volume (ณ ปี 2019)

  • SQL Server 2017 Standard Edition (Server) ราคา 28,500 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • User/Device CAL ราคา 6,990 บาท/License
  • SQL Server 2017 Standard Edition (Core) ราคา 109,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • SQL Server 2017 Enterprise Edition ราคา 424,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses

อ้างอิงจาก :  https://www.2beshop.com/Microsoft-SQL-Server.html, 1 License = 2 Cores

ยกตัวอย่างติดตั้ง Standalone

มี Physical Server อยู่ 1 เครื่อง Spec 4 CPU Core ต้องการใช้งาน SQL Server Standard มี User ใช้งาน 4 คน เข้าใช้งานผ่าน PC ของใครของมัน แบบนี้จะใช้ License ตามนี้

SQL Server Standard Edition (Server) ทั้งหมด 2 Licenses (1 License / 2 Cores อย่าลืมว่าขั้นต่ำต้องซื้อ 2 Licenses = 4 Cores) + SQL Server User CAL 4 Licenses ค่าใช้จ่ายรวมจะประมาณ (28,500 x 2) + (6990 x 4) = 84,960 บาท

หรือ ถ้านับ User ไม่ได้ มีคนใช้งานเยอะนับไม่ไหว ใช้ License แบบ Core ได้ อ้างอิงจาก Physical Server เครื่องเดิม Spec 4 CPU Core จะใช้ SQL Server 2018 Standard Edition (Core) ทั้งหมด 2 Licenses

ค่าใช้จ่าย 109,000 x 2 = 218,000 บาท

จุดคุ้มทุน ถ้าเทียบที่ 4 Cores แบบ Server + CAL ต้องมี User <= 40 Users ถ้า User ใช้มากกว่านั้น ใช้แบบ Core คุ้มกว่า

ยกตัวอย่างระบบ Virtualize (VMware, Hyper-V)

กรณีที่ต้องการจะใช้ SQL Server จำนวนมาก จะมีวิธีประหยัดอยู่ครับ มาดูเคสตัวอย่างกันเลย ต้องการติดตั้ง SQL Server บน Windows Server จำนวน 40 Guests (4 Cores / Guest รวมเป็น 160 Cores) บนระบบ Virtualize ระบบมี Physical Host ขนาด 16 Cores จำนวน 2 Host รูปแบบ License ที่จะประหยัดมากที่สุดคือ SQL Server 2017 Enterprise Edition ใช้ License จำนวน 16 Licenses (1 License / 2 Cores) + SA ก็จะครอบคลุม Physical Host ทั้งหมดไม่ต้องเสียค่า License เพิ่ม คำนวณดูแล้ว ค่า License ที่เราจะเสียจะประมาณ 8 ล้านบาท

ถ้าคิดต่อ Guest ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท / Guest ถ้ามีแผนจะ Implement แนะนำให้ใช้วิธีนี้ สามารถเพิ่ม SQL Server ได้ไม่จำกัดจำนวนเลย ซึ่ง Enterprise Edition ทาง Microsoft จะแนะนำให้ใช้กับระบบ Virtualize Scale ใหญ่ ๆ อยู่แล้ว (อย่าลืมว่าต้องมีซื้อ License รวมกับ SA นะ)

ถัดมาเป็น SPLA License เป็น License เช่าใช้รายเดือน หาซื้อได้จาก Cloud Service Provider หรือ Hosting เจ้าต่าง ๆ 

SPLA License ของ SQL Server Standard Edition มี 2 แบบ

    แบบที่ 1 เป็นแบบ SAL Model

(SAL) Subscriber Access License (เหมือน CAL สำหรับ SPLA แต่เรียกว่า SAL) เป็น License ที่จะทำให้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Server แบ่งแยกออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. แบบที่ 1 User SAL นับตามจำนวน User จะใช้งานจากกี่ Device ก็ได้
  2. แบบที่ 2 Device SAL นับตามจำนวน Device ที่เข้าใช้งาน Server

SAL จะนับ User หรือ Device คล้าย ๆ กับ CAL แต่ไม่ต้องซื้อ Server License แบบ Per CAL Model

มองง่าย ๆ คือ ถ้าจะใช้ SQL Server Standard Edition แบบนับ User ได้ ให้ซื้อแค่ SAL License อย่างเดียว

    แบบที่ 2 เป็นแบบ Per Core Model นับตามจำนวน Core

สามารถซื้อใช้กับ Physical Server และ Virtual Server ก็ได้ มีขั้นต่ำที่ Microsoft ระบุไว้ว่าต้อง License ให้กับ Server อย่างน้อย 4 Cores ต่อ Processor

ถัดมาจะเป็น SPLA License ของ SQL Server ที่เป็น Enterprise Edition ครับผม

SPLA License ของ SQL Server Enterprise Edition จะคิดราคาแค่แบบเดียวคือ Per Core Model

    เป็น Per Core Model เหมือนกับ Standard Edition แต่จะต่างกันที่ Feature ที่ Enterprise มีให้มากกว่า

จุดคุ้มทุน ถ้าเทียบกันแล้วระหว่าง SPLA กับ Volume จะอยู่ที่ 25 - 30 เดือน หากจะ Implement ใช้ในระยะยาวแล้ว แบบ Volume จะคุ้มว่า แต่ SPLA จะได้เปรียบในการประหยัด Cash Flow ได้มากกว่าครับ

สิ่งที่สำคัญของ SPLA เลยก็คือลูกค้าสามารถ Upgrade หรือ Downgrade Version SQL Server ได้ตลอด ส่วน Volume จะต้องซื้อ SA ตั้งแต่ Day One ทำให้ค่าใช้จ่ายของ Volume แบบ Total (รวม SA แล้ว) เสียเพิ่มไปอีกประมาณ 60% ของราคา License

ราคา License SQL Server แบบ SPLA (ณ ปี 2019)

  • User/Device SAL ราคา 1,000 บาท/License
  • SQL Server 2017 Standard Edition (Core) ราคา 6,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses
  • SQL Server 2017 Enterprise Edition ราคา 22,000 บาท/License ซื้อขั้นต่ำ 4 Cores หรือ 2 Licenses

สำหรับตัวอย่างการใช้งานของ SPLA License ส่วนใหญ่ที่ใช้กันจะเป็น Standard Edition ลักษณะ SAL

มี VM ต้องการทำเป็น SQL Server มีขนาด 2 Cores มี User ใช้งาน 4 คน พร้อมกัน จะต้อง License แบบ SAL จำนวน 4 Licenses 

นับรวมค่าใช้จ่าย (1,000 x 4) = 4,000 บาท 

อ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ผู้เขียนสรุปให้กระชับด้านล่างนะครับว่า

SQL Server Edition ไหนเหมาะกับใคร

SQL Server Standard เป็น Edition ที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด มี Feature พื้นฐานเหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง

SQL Server Enterprise ใช้สำหรับ Environment ที่ Critical มาก ๆ Down ไม่ได้ มี Feature ให้เลือกใช้ทุกแบบ ตัวอย่างเช่น Always On, HA, DR และ Backup เหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ ๆ หรือผู้ที่ต้องการใช้ Feature หลาย ๆ อย่างที่ Standard Edition ไม่มี


สรุปข้อแตกต่างระหว่าง SQL Server แบบ Volume และ SPLA

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะได้ไอเดียกันไหมครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment เพิ่มเติมได้ที่ Facebook นะครับ หากต้องการให้เขียนเรื่องใด สามารถ Request เข้ามาได้นะครับ

ทางผู้เขียนพร้อมแชร์ไอเดียดี ๆ ให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ 

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ


Blog อื่น ๆ

Volume, CAL, SPLA อธิบายง่าย ๆ ให้คุณอ่านรอบเดียวเข้าใจ

เข้าใจ WINDOWS SERVER LICENSE ง่าย ๆ จบใน 5 นาที

-- Cloud HM

2 เมษายน 2019

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน วันนี้จะขอนำข้อมูลดีๆมาแชร์เพิ่ม ต่อจาก Blog ที่แล้วที่แนะนำเรื่อง License ในรูป Volume และ SPLA ของ Microsoft ไป วันนี้จะมาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ Windows License ตามที่ได้สัญญากันไว้นะครับ หลาย ๆ คนคงจะงงว่าจะต้องใช้แบบไหนดี ประเภท License ที่ Popular ของ Windows นั้นมี 2 แบบ คือ

  1. License แบบ Volume ที่เป็นการซื้อขาดมักจะเห็นใช้กันเยอะตาม Office หรือ On-premise
  2. License แบบ SPLA ที่เป็นการเช่าใช้งาน มักจะเห็นการใช้งานบ่อยบน Cloud 

ก่อนที่จะมาลงรายละเอียดกัน จะขอบอกก่อนว่า Windows License ที่ใช้งานกันส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกัน 3 Edition (ต่างกันที่ Feature) คือ

  1. Windows Server Datacenter เป็น License ที่ใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มี Data Center
  2. Windows Server Standard เป็น License ที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กับ Server ทั่วไป
  3. Windows Server Essential เป็น License ที่เหมาะกับองค์กรเล็ก ๆ ขนาดไม่เกิน 25 User มี Free CAL ให้ด้วย

โอเค เรามาเริ่มกันที่ Volume License ของ Windows นะครับ

Volume License ของ Windows นั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ 1 คิดราคาตามจำนวน CPU Core ของ Server + ส่วนที่ 2 คิดตามจำนวน CAL (กล่าวคือ Microsoft คิดราคา Windows คุณโดยการดู Spec Server ของคุณและจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งาน Server คุณ)

สำหรับ ส่วนที่ 1 (CPU Core) Microsoft ให้นับเป็นแบบ Physical Core หรือ Virtual Core ก็ได้แล้วแต่ที่จะเลือกใช้ เช่น Server ของคุณมี 16 Core ก็จะใช้ License แบบ Per Core License 8 License (1 License เท่ากับ 2 Cores) หาก Server ไม่ถึง 16 Core ก็ต้องซื้อ License ให้ Cover 16 Core อยู่ดี เนื่องจากเป็น Minimum ขั้นต่ำที่ Microsoft กำหนดไว้

สำหรับ ส่วนที่ 2 (CAL) คำถามต่อมา แล้ว CAL คืออะไร? CAL (Client Access License) เป็น License ที่จะทำให้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Server ได้ จะแบ่งแยกไปได้อีก 2 แบบ ได้แก่ 

  1. แบบแรก User CAL ที่นับตามจำนวน User จะใช้งานจากกี่ Device ก็ได้ (คนส่วนมากมีหลาย Device ไม่ว่าจะเป็น คอม, มือถือและ Tablet) ที่เชื่อมต่อกับ Server 
  2. แบบที่สอง Device CAL ซึ่งจะนับตามจำนวน Device ที่เข้าใช้งาน Server ได้

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเราจะเลือกใช้ CAL แบบไหน? มองง่าย ๆ ดังนี้เลย

  1. ถ้า Device ที่ใช้มีมากกว่า User ให้ใช้ User CAL (ตัวอย่างเช่น User มี Laptop, Smartphone และ Tablet ที่สามารถเข้าถึง Server ได้
  2. ถ้า User มีมากกว่า Device ที่ Access ให้ใช้ Device CAL เช่น ทำงานเป็นกะ, โรงเรียน และโรงพยาบาล ใช้เครื่องเดียวกันผลัดเปลี่ยนหลายคน

Volume License จะมีข้อเสียที่ใหญ่มาก ๆ 2 ข้อ คือ 

  1. นำ License ไปใช้บน Cloud ไม่ได้ (แต่สำหรับ Software อื่น ๆ Microsoft อนุญาตให้นำ License Volume ไปใช้บน Cloud เช่น Microsoft SQL โดยเงื่อนไข สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Blog ถัดไป) 
  2. จำเป็นต้องซื้อ CAL เพิ่มในทุกกรณี

เทคนิคการประหยัดเงิน (ที่ถูกต้อง) และตัวอย่างการคำนวน License

ชาว IT คนไหนหาทาง Save Cost อยู่ เชิญอ่านตรงนี้ 

ราคา License Windows แบบ Volume (ณ ปี 2019)

  • Windows Server 2019 Standard ราคา 3,900 บาท ที่ 1 License / 2 Cores โดยต้องซื้อขั้นต่ำ 16 Cores
  • Windows Server 2019 Datacenter ราคา 213,786 บาท ที่ 1 License / 16 Cores 
  • User CAL 1,300 บาท
  • Device CAL 1,100 บาท

อ้างอิงจาก : https://www.2beshop.com/Microsoft-Windows-Server.html และ https://www.quickserv.co.th/software/MICROSOFT/Windows-Server-2019/Windows-Server-Datacenter-2019.html

ยกตัวอย่างระบบ Physical Server

มี Physical Server ที่เป็น Windows Standard อยู่ 1 เครื่อง Spec 8 CPU Core มี User ใช้งาน 5 คน เข้าใช้งานผ่าน PC 2 เครื่อง แบบนี้จะใช้ Core License ทั้งหมด 8 License (1 License / 2 Cores อย่าลืมว่าขั้นต่ำต้องซื้อ 8 License หรือ 16 Cores) + Windows Device CAL 2 Licenses เพราะว่า User มีมากกว่า Device ค่าใช้จ่ายของคุณก็จะตกอยู่ที่ 31,200 + (1,100 x 2) = 33,400 บาท 

ยกตัวอย่างระบบ Virtualize (VMware, Hyper-V)

ทีม IT ต้องการ Implement ระบบ Virtualize มาใช้งาน โดย Guest บนระบบดังกล่าวจะใช้เป็น Windows ทั้งหมด 100 Guests (4 Core / Guest รวมเป็น 400 Virtual Cores) ระบบมี Physical Host ขนาด 16 Cores จำนวน 2 Host รูปแบบ License ที่จะประหยัดสูงสุดคือ Windows Server 2019 Datacenter จำนวน 2 License (1 License / 16 Cores) 

ถ้าคำนวณดูเราจะเสียค่า License ทั้งหมด 427,572 บาท แต่หากคิดเป็นต่อ Guest แล้วจะอยู่ที่แค่ 4,276 บาท / Guest ถูกกว่าตัวอย่าง Physical Server (31,200 บาท) ตัวอย่างแรกทางด้านบนมาก พูดง่าย ๆ คือ มีจำนวน VM ได้ไม่จำกัดแต่จ่าย License เพียง 32 Cores ซึ่งจริง ๆ แล้วตัว Datacenter นั้น ทาง Microsoft จะแนะนำให้ใช้กับระบบ Virtualize ที่ใหญ่ๆ


ถัดมาเป็น SPLA License เป็น License เช่าใช้รายเดือน หาซื้อได้จาก Cloud Service Provider หรือ Hosting เจ้าต่าง ๆ 

SPLA จะแตกต่างจาก Volume อย่างสิ้นเชิง ไม่มีการคิด CAL ทำให้จุดนี้เป็นจุดเด่นของ SPLA อีกทั้งราคายังถูกกว่าแบบ Volume โดยราคา Windows Server จะอยู่ที่ประมาณ 700-1,200 บาท ต่อเดือน ต่อ Physical Server หรือ VM เท่านั้น ขอย้ำว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ CAL เพิ่มอีก จ่ายรายเดือนครั้งเดียวแล้วจบ* และที่สำคัญอีกเรื่องของ SPLA คือลูกค้าสามารถ Upgrade หรือ Downgrade Version Windows ได้ตลอด หาก Version ใหม่ออกมาแล้ว เช่น อย่างตอนนี้ถ้าผมใช้ Windows Server 2016 อยู่ก็สามารถ Upgrade เป็น Version ใหม่ที่สุด ซึ่งตอนนี้คือ Windows Server 2019 ได้เลย โดยค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยการใช้งาน License Windows SPLA นั้นมักจะเจอบ่อยเวลาใช้ Cloud ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ Cloud

ทั้งนี้ ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ผู้เขียนจะสรุปให้สั้น ๆ ดังนี้นะครับว่า

Windows Version ไหนเหมาะกับใคร

Windows Standard เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป ใช้ได้ทั้ง Server และ Cloud

Windows Datacenter เหมาะสำหรับรองรับการใช้งาน VM จำนวนมาก ๆ เช่น บริษัทที่มีระบบ Virtualize 

Windows Essential เหมาะกับ User ไม่เกิน 25 User หรือ 50 Devices มี CAL ให้ฟรี เช่น บริษัทขนาดเล็กหรือกลาง


สรุปข้อแตกต่างระหว่าง Windows แบบ Volume และ SPLA


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หวังว่าทุกคนที่สนใจอาจจะได้ไอเดียกันบ้างนะครับ ถ้าใครมีคำถามสามารถ Comment ที่ Post ใน Facebook ได้เลยนะครับ Blog ถัดไปผู้เขียนจะแนะนำเรื่องการเลือกใช้งาน SQL License นะครับ ถูกใจ กด Like โดนใจ กด Share เพื่อเป็นกำลังใจให้มี Blog ดี ๆ คุณภาพคับแก้วให้ทุกท่านได้อ่านกันต่อนะครับ

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ

Blog อื่น ๆ

Volume, CAL, SPLA อธิบายง่าย ๆ  ให้คุณอ่านรอบเดียวเข้าใจ


-- Cloud HM

1 เมษายน 2019

ชาว IT หลายคนคงคุ้นหูกับศัพท์ License ของ Microsoft ไม่ว่าจะเป็น Volume, CAL, SPLA กันอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร แล้วเราควรใช้อันไหนสำหรับสถานการณ์ไหน วันนี้เราจะมาอธิบายให้ชาว IT ฟังแบบง่าย ๆ ทีเดียวจบ รับประกันอ่านอันนี้รอบเดียวเข้าใจแน่นอน

เริ่มจากภาพใหญ่สุดก่อนนั้นก็คือวิธีการขาย License Software ของ Microsoft ในตลาดปัจจุบัน จริง ๆ แล้ว Microsoft มีการขาย License หลายรูปแบบมากจนเจ้าหน้าที่ Microsoft ที่เราเคยมีโอกาสพบยังงงกันเองภายในเลย 

สำหรับ Blog นี้จะขอพูดถึง 2 รูปแบบหลักที่องค์กรใช้กัน ก็คือ Volume และ SPLA หรือชื่อเต็มคือ Service Provider License  Agreement ทั้ง 2 รูปแบบนั้น End-user สามารถใช้ License ได้อย่างถูกต้องตามกฏของ Microsoft ให้คิดถึง Microsoft Office ครับ เราสามารถไปซื้อกล่อง Microsoft Office มาจากร้านขาย Software ตามห้างและนำมาใช้ที่บ้านเองได้ (เป็นการซื้อขาด) หรือเราจะสมัครใช้ Office365 ผ่านระบบ Online ของ Microsoft ก็ได้ (เป็นการเช่าใช้รายเดือน) ทั้ง 2 สามารถให้คุณใช้ License Microsoft Office ได้อย่างถูกต้อง 100% 

ใครจะเลือกอันไหนคงต้องมาดูว่าเราอยากจ่ายเงินก้อนไหม? หรือเราอยากได้สิทธิ์ใช้ Software ที่ใหม่ที่สุดตลอดไหม?


เห็นภาพใหญ่กันแล้วจะขออนุญาตเข้าเรื่องก็คือ Volume และ SPLA คืออะไร ต่างกันอย่างไรและเหมาะกับใครในสถานการณ์ไหน

Volume License คือ License ที่ซื้อขาดโดยการจ่ายเงินก้อน License ดังกล่าวไว้ใช้ที่ On-premise (สถานที่ตั้งของ Office หรือ  Server คุณ) ราคาจะคิดตาม Spec ของ Server ที่คุณใช้หากตอนแรกซื้อไว้ 6 Processor และผ่านไป 3 ปี เปลี่ยน Server เล็กลงคุณจะไม่สามารถขอเงินคืนได้หรือหากใช้ Version Standard อยู่และอยาก Upgrade เป็น Enterprise คุณไม่สามารถจ่ายแค่ส่วนต่างได้ ต้องทำการซื้อใหม่หมดเลย Volume License นั้น ไม่มีวันหมดอายุ ซื้อรอบเดียวใช้กี่ปีก็ได้ แต่คุณจะไม่มีสิทธิ์ในการ Upgrade กล่าวคือต้องใช้ Version ที่ซื้อไปตลอด เช่น ซื้อ Windows  Server 2012 ในปี 2012 หากถึงปี 2020 และ Windows Server 2020 ออกเราจะไม่สามารถใช้ได้ เว้นแต่เราซื้อ Software Assurance (SA) พร้อมไปด้วย ณ วันที่เราซื้อ Software ตัวนั้น SA จะให้ประโยชน์ลูกค้าอยู่ 2 ข้อ คือ 

  1. สามารถ Upgrade ใช้ Software Version ล่าสุดได้ตลอดระยะเวลา SA (ส่วนมาก 3-5 ปี สามารถถามจาก Vendor ที่เราซื้อได้)
  2. สามารถนำ Software License ดังกล่าวไปใช้ที Cloud ได้ (หากไม่มี SA Microsoft ไม่อนุญาตให้คุณเอา License Volume ไปใช้บน Cloud) Software ที่เป็นที่นิยมที่ซื้อในรูปแบบ Volume License ได้แก่ Windows, Microsoft SQL, SharePoint, Exchange, Dynamic AX และ Dynamic NAV –  Volume License นั้นมักจะหาซื้อได้จาก Vendor และ Distributor ที่ขาย Software ทั่วไป

SPLA License นั้น ตามชื่อมันเลยก็คือ Service Provider License Agreement สามารถเช่าใช้ได้จาก Service Provider หลัก ๆ ในเมืองไทยก็คือผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hosting –  License SPLA นั้น เป็น License เช่าใช้รายเดือน กล่าวคือ ลูกค้าจ่ายค่าเช่ารายเดือนให้แก่ Service Provider เรื่อย ๆ ทุกเดือน

  • หากต้องการเลิกใช้ก็แค่หยุดจ่ายในระหว่างเดือน
  • หากต้องการ Upgrade Version ก็แค่แจ้ง Service Provider และเดือนถัดไปก็เริ่มจ่ายเพิ่มแค่ส่วนต่างเท่านั้น
  • หรือ หากเปลี่ยน Spec เครื่องสูงขึ้นหรือต่ำลงก็เช่นเดียวกัน คือ จ่ายแค่ส่วนต่างจาก Spec ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเทียบกับ Spec ก่อนหน้า เริ่มนับตั้งแต่เดือนถัดไป

*หมายเหตุ: SA ต้องซื้อ ณ Day 1 เท่านั้น หากต้องการใช้ SA ไม่สามารถซื้อ Add-on กับ Volume License เก่าที่มีอยู่แล้วได้


โดยปกติแล้วส่วนมาก End-user จะเจอ License SPLA เวลาพิจารณาใช้ Cloud เนื่องจาก Microsoft บังคับว่าสำหรับบาง Software เช่น Windows นั้น หาก End-user ต้องการใช้บน Cloud ต้องใช้ในรูปแบบ SPLA เท่านั้น ไม่สามารถนำ Volume มาใช้ได้ ผู้อ่านอาจจะงงอ่าวมะกี้ Admin บอกว่าสามารถนำ Volume License ที่มี SA มาใช้บน Cloud ได้ไม่ใช่รึ คำตอบคือใช่ ถ้า Software ตัวนั้นมี Option ให้ซื้อ SA เช่น Microsoft SQL แต่สำหรับ Windows นั้น Microsoft ไม่มี Option ให้ซื้อ SA ครับ ก็คือเป็นการบังคับอ้อม ๆ จาก  Microsoft ว่าหากคุณจะใช้ Windows บน Cloud ต้องใช้กับ License SPLA เท่านั้น


หากยังงง ๆ กันอยู่  เราได้ทำตารางให้ด้านล่าง เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจและเปรียบเทียบครับ


จุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุนระหว่าง Volume กับ SPLA โดยรวมนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 30 เดือน (เฉลี่ยจากหลาย ๆ Software เช่น Microsoft SQL, Exchange etc.) กล่าวคือ ใช้ SPLA 30 เดือน (2.5 ปี) จะเท่ากับลูกค้าซื้อ License Volume พร้อม SA สำหรับ Software นั้น ๆ  เพราะฉะนั้นในเชิงความคุ้ม หากมองว่า Software ตัวนั้นจะใช้นานกว่า 2.5 ปี และไม่จำเป็นจะต้องใช้ Version ใหม่ล่าสุด Volume จะคุ้มกว่า

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นข้อมูลคร่าว ๆ ระหว่าง License Volume และ SPLA ครับ หวังว่าชาว IT หลาย ๆ คนจะได้ไอเดียกันมากขึ้น วันนี้ขอจบลงเท่านี้หากใครมีคำถาม สามารถ Comment สอบถามได้ที่ Post ใน Facebook Page นะครับ (Cloud HM) หากเห็นว่าบทความนี้ดีมีประโยชน์ฝากกด Like และ Share ด้วยนะครับ Admin จะได้มีกำลังใจเขียนต่อ สำหรับรอบต่อไป Admin จะมาอธิบายลงลึกสำหรับ License Software ที่ Popular มากที่สุดก็ 2 อันก็คือ Windows - สนใจอ่านต่อคลิก และ Microsoft SQL

ขอบคุณครับ

หมายเหตุ : Blog นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจมีข้อผิดพลาดหรือการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามโดยตรงได้จาก Microsoft ครับ

Blog อื่น ๆ

เข้าใจ WINDOWS SERVER LICENSE ง่าย ๆ จบใน 5 นาที


-- Cloud HM

15 กรกฎาคม 2018

Enterprise Cloud vs DevOps Cloud

อาจจะมีหลายคนสงสัยว่า Enterprise Cloud กับ DevOps Cloud แตกต่างกันตรงไหนบ้าง?

Cloud Server ของ Cloud HM  มีให้บริการ 2 รูปแบบคือ

1. Enterprise Cloud - VMware:

จะเป็นระบบเหมาะสำหรับบุคคลหรือองค์กรที่คุ้นเคยคือระบบ VMware ที่มีประสิทธิภาพสูง

รองรับการทำงานของระบบ Enterprise ทั้งหมดที่เป็นระบบ x86 เช่น Aicrosoft AD, Microsoft SQL, SAP และอื่นๆ

Enterprise Cloud นั้นมาพร้อมกับ Managed Service ที่เราช่วยลูกค้าดูแลเช่น Backup, Monitoring ต่างๆ

ค่าบริการคิดเป็นรายเดือน โดยต้องติดต่อกับ Solution Designer ของเราในการ Design Solution และเสนอราคาค่ะ


2. DevOps Cloud (VPS):

จะเป็นระบบบริการแบบ Self-service สามารถสร้างและจัดการ Server ได้ด้วยตนเองค่ะ

เหมาะกับลูกค้าที่ชอบตั้งค่าและจัดการ Server ด้วยตนเอง คิดค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

รองรับการทำงานของระบบ Application Service ต่างๆ เช่น Docker, Kubernetes, Nginx 


ความแตกต่างระหว่าง 2 รูปแบบนี้คือ

Enterprise Cloud ใช้งาน Virtualization รูปแบบ VMware เหมาะกับระดับองค์กร ที่ระบบมีความซับซ้อน และต้องการประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น ระบบ Database, ระบบ ERP

DevOps Cloud ใช้งาน Virtualization แบบ KVM เหมาะกับลูกค้า ที่ใช้ทำ Website, ทดสอบหรือขึ้น Production ต่างๆ และชอบบริหารจัดการ Server ต่าง ๆ เอง


สนใจบริการ Enterprise Cloud คลิก

สนใจบริการ DevOps Cloud คลิก


-- Cloud HM

12 กรกฎาคม 2018

DevOps Cloud คืออะไร?
หรือเรียกอีกอย่างว่า Cloud Server (VPS) เป็นการให้บริการในรูปแบบ Self-Service ให้คุณสามารถบริหารจัดการ Server ได้เอง ตั้งแต่การสร้าง, ลบ Cloud Server รวมไปถึงการเลือกใช้งาน CPU, RAM, HDD, Network และ Firewall

ใครควรใช้ DevOps Cloud?
DevOps Cloud เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานแบบ On-demand ไม่ใช้ก็ปิด เนื่องจากคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายชั่วโมง จะประหยัดกว่าค่อนข้างเยอะ ยกตัวอย่างเช่น Lab Server สำหรับใช้ในการ Test ต่าง ๆ และสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Features ที่หลากหลาย อย่างเช่น Auto-Scale, Container Server, SSH Key Management เป็นต้น

ดีกว่า Cloud ต่างประเทศ และ Cloud เจ้าอื่น ๆ อย่างไร?
1.ราคาถูกกว่า !
2.ไม่คิดค่าบริการ Data Transfer ในการ Upload/Download ข้อมูล
3.Latency ต่ำกว่า เพราะอยู่ภายในประเทศไทย
4.Support โดยคนไทย ตลอด 24 ชั่วโมง
5.พร้อมประสิทธิภาพสูง ล้ำไปอีกก้าว ด้วยระบบ NVMe All-Flash Cloud ที่มีความเร็วกว่า SSD ธรรมดา ถึง 5 เท่า และ HDD จานหมุน ถึง 25 เท่า

หากสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ สั่งซื้อเพื่อใช้งาน คลิก เลย! 

ในบทความถัดไป เราจะคุยกันเรื่อง Enterprise Cloud กับ DevOps Cloud ว่าแตกต่างกันอย่างไร รอติดตามได้เลยค่ะ


-- Cloud HM